หัวเราะหัวเราะWelcome to policenbrb17เจ๋งเจ๋ง

 
คนนี้แหละผู้จัด(ท้า)ของทีมนครบาล ส่วนกลาง
ทีแรกก้อว่าดีเหมือนกัน ลูกพี่แจกเสื้อทีมเมืองทองยูไนเต็ด แต่วันนี้ชักไม่แน่ใจว่าใส่แล้วจะโดนกระทืบหรือเปล่า  
(ฟุตบอลงานเลี้ยงรุ่น นบ.รบ.17 ปี 52 ระหว่าง น. ส                                     นก.ชนะ 3 เปลี่ยนไปเล่นให้ภูธร         อัยการณรงค์ อ. ประธานทีมภูธร พยายามเคลียร์ให้ผู้เล่นทีมน. ส่วนกลาง ลงเล่นต่อ ที่โค้ชหงุดหงัด ไม่มีอะไร คนเค้าน้อย มาไม่ทัน พร้อมเสนอ คราวหน้าให้ไปเตะที่ ภ.9 หรือจชต. (เอ้มาเคลียร์หรือมายั่วกันแน่)     โค้ชทีมภูธร ที่เรารู้จักกันดีสมัยอบรมว่าเป็นผู้(พยายามจะ)บรรยายวิชา     ใกล้หมดเวลา  น. ส่วนกลาง นำอยู่ กองเชียร์ภูธรที่ซัดเบียร์กระป๋องอยู่ข้างสนามเริ่มตะโกนด่า พร้อมขว้างเบียร์กระป่องที่ไม่เย็นกลับลงไปในถังแช่ ท่ามกลางสายตาของโค้ชและผุ้เล่นทีม น. ส่วนกลาง ส่งผลให้ผุ้เล่        
กระทู้ ถาม-ตอบ / รางวัลปลอบใจ
รางวัลปลอบใจ (อ่าน 3209 ครั้ง)
  นบ.รบ.17 บ้านนอก Posted on: 2 ก.พ. 2011 13:57
เจ้าของกระทู้
118.173.189.26

แด่เพื่อน นบ.รบ.17 ผู้อกหักในคำสั่ง

 

  ด.ตร.หอกใต้แคร่ Posted on: 2 ก.พ. 2011 20:48
ความคิดเห็นที่ 1
118.173.187.173

โอ้ โห วิ่งเข้าเส้นชัยขนาดไฟแลปท้ายแล้ว ยังตกรุ่นอีกหรือ น่าสงสาร

 

  นบ.รบ.17 บ้านนอก Posted on: 10 ก.พ. 2011 23:15
ความคิดเห็นที่ 2
118.173.185.19










ขอสอบถามทุกท่านว่าถ้าท่านเป็นตำรวจ ท่านจะเป็นตำรวจเเบบใด...
1.ตำรวจเก่ง
2.ตำรวจกล้า

ตำรวจเก่ง คือ ตำรวจที่เรียนเก่งอย่างเดียวเวลาทำงานทำงานอยู่เเต่ในสำนักงานตำรวจ หรือโรงพัก
คอยติดตามเจ้านาย ประจบเจ้านาย ทำงานในห้องแอร์ เงินดี เเละเวลาพิจารณาเลื่อนยศก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับเเรก เวลาไปไหนมาไหนก็จะดูดีสะอาด ดูเท่ ส่วนมากตำรวจเก่งก็จะหน้าตาดี เพราะไม่ค่อยจะได้ออกไปจับผุ้ร้ายเพราะต้องคอยดูเเต่เจ้านาย เเละโอกาสเสี่ยงอันตรายก็น้อยมากหรือเเทบจะไม่มีเลยก็ได้

ตำรวจกล้า คือ ตำรวจที่ไม่ค่อยจะได้อยู่โรงพัก หรือไม่ได้อยู่ สำนักงานตำรวจ ตำรวจกล้ามักจะออกจับแต่ผู้ร้าย เช่น ตำรวจสายตรวจ ตำรวจสายสืบ ตำรวจจราจร ตำรวจที่อยู่ภาคใต้ ตำรวจกล้าเหล่านี้มักจะต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุเมื่อไรเเละการทำงานอาจจะถึงกับชีวิตได้ตลอดเวลา เงินเดือนก็อาจจะไม่สูงมากรวมกับเงินค่าเสี่ยงภัยต่างๆ เเละเวลาพิจารณาเลื่อนยศก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับท้ายๆหรืออาจจะไม่ได้รับการพิจารณาเลย ตำรวจกล้าจะไม่ค่อยดุดีสักเท่าไหร่เทียบกับตำรวจเก่ง หน้าตาก็อาจจะต่างกัน เพราะตำรวจกล้า ทำงานกลางเเดด กลางฝน ลุยได้ทุกอย่าง

ตำรวจโง่. 118.173.185.19 [ 10 Feb 2011 - 22:54 ] Ans no. 8


 












โอ้โห้.สะใจจริงท่านตำรวจโง่ผู้น้อยขอคารวะสัก 1 จอก มีความคิดที่ดีสุดยอดอยากให้พวกนายๆอ่านและนำไปคิด.พวกนายจะรักลูกน้องแบบไหน ระหว่าง
1.ตำรวจเก่ง
2.ตำรวจกล้า
อย่างไงเชื่อว่า เลือกข้อ 1 แน่นอน เพราะพูดจาสุภาพอ่อนโยน.เหมือนตุ๊ดซี่.....ขอคัดลอกและเพิ่มโจทย์เล็กน้อยประกอบด้วยน่ะ คำถามโจทย์คือ คุณเป็นตำรวจแบบไหนซึ่งมี 2 แบบ.กล่าวคือ...
1.ตำรวจเก่ง คือ ตำรวจที่เรียนเก่งอย่างเดียวเวลาทำงานทำงานอยู่เเต่ในสำนักงานตำรวจ หรือโรงพัก
คอยติดตามเจ้านาย ประจบเจ้านาย ทำงานในห้องแอร์ เงินดี เเละเวลาพิจารณาเลื่อนยศก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับเเรก เวลาไปไหนมาไหนก็จะดูดีสะอาด ดูเท่ ส่วนมากตำรวจเก่งก็จะหน้าตาดี เพราะไม่ค่อยจะได้ออกไปจับผู้ร้ายเพราะต้องคอยดูเเต่เจ้านาย เเละโอกาสเสี่ยงอันตรายก็น้อยมากหรือเเทบจะไม่มีเลยก็ได้(พวกตอแหลเก่ง)
2.ตำรวจกล้า คือ ตำรวจที่ไม่ค่อยจะได้อยู่โรงพัก หรือไม่ได้อยู่ สำนักงานตำรวจ ตำรวจกล้ามักจะออกจับแต่ผู้ร้าย เช่น ตำรวจสายตรวจ ตำรวจสายสืบ ตำรวจจราจร ตำรวจที่อยู่ภาคใต้หรือพนักงานสอบสวนที่ทำสำนวนอยู่คนเดียวทางใต้ ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ตำรวจกล้าเหล่านี้มักจะต้องคอยระวังตัวตลอดเวลา เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุเมื่อไรเเละการทำงานอาจจะถึงกับชีวิตได้ตลอดเวลา เงินเดือนก็อาจจะไม่สูงมากรวมกับเงินค่าเสี่ยงภัยต่างๆ เเละเวลาพิจารณาเลื่อนยศและตำแหน่งก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับท้ายๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆหรืออาจจะไม่ได้รับการพิจารณาเลย ตำรวจกล้าจะไม่ค่อยดุดีสักเท่าไหร่เทียบกับตำรวจเก่ง หน้าตาก็อาจจะต่างกัน เพราะตำรวจกล้า ทำงานกลางเเดด กลางฝน ลุยได้ทุกอย่าง
(พวกปากสุนัขไม่รับประทาน)
ตอบตามโจทย์.จงพิจารณาตัวเองโดยดูกระจกและวินิจฉัยให้ชัดเจนว่าตัวเองอยู่ตำรวจประเภทไหนเพราะอยู่กันนานทำงานพวกนายชมทำงานดีมาก แต่ผลสุดท้าย ตำรวจพวกประเภท 1 เอาตำแหน่งไปหมด รุ่นน้องข้ามหัวหงอกไปหลายคน เห็นว่าไว้ให้โอกาศหน้าจะให้ คิดเองเออเองและสงสัยและคิดว่า คงได้แน่นอนตอนตายแล้ว 7 ชั้นยศ......ไงครับ.55555555 หรือใครจะเพิ่มเติมได้เลยดังก็ได้ครับ......

บ่าวไข่ใหญ่ 118.173.185.19 [ 10 Feb 2011 - 23:06 ] Ans no. 9

 

  เจ๋ง บึงกุ่ม Posted on: 12 ก.พ. 2011 20:44
ความคิดเห็นที่ 3
58.9.157.135

ขออย่างที่ดีของตำรวจทั้งสองอย่างได้มั๊ย...อิ.อิTongue out

 

  ด.ตร.หอกข้างแคร่ Posted on: 13 ก.พ. 2011 12:58
ความคิดเห็นที่ 4
118.173.182.52

นายแน่มาก.สุดยอดไปเลยพวก...

 

  นบ.รบ.17 ใต้ผู้หวังดี Posted on: 13 ก.พ. 2011 13:28
ความคิดเห็นที่ 5
118.173.182.52





















หัวข้อข่าว : เทียบอัตราเบี้ยเลี้ยง-เงินเสี่ยงภัย "ตำรวจ-ทหาร-ขรก.ชายแดนใต้" พร้อมเกณฑ์คิดเงิน พ.ส.ร.



  อ่านแล้ว : 276 เรียนเชิญตำรวจเก่ง ลงมาช่วยใต้....



 



 


Edit Title Edit Detail


ข้อเรียกร้องของกลุ่มครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ให้รัฐบาลดูแลสวัสดิการ เพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัย และปูนบำเหน็จให้ 7 ขั้นหากเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบ รวมถึงขอพิจารณารับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ หรือ พ.ส.ร. ซึ่งทั้งหมดคณะรัฐมนตรีเห็นชอบในหลักการนั้น ทำให้มีคำถามถึงการดูแลสวัสดิการข้าราชการกลุ่มอื่นๆ ในพื้นที่


          "ทีมข่าวอิศรา" ได้สำรวจอัตราเบี้ยเลี้ยง เบี้ยเสี่ยงภัย และเงินเพิ่มพิเศษนอกเหนือจากเงินเดือนของข้าราชการและผู้ช่วยเจ้าพนักงานทุกกลุ่มในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ดังนี้ 


          1) ทหาร


          - ยศ จ่าสิบตรี ถึง จ่าสิบเอก ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 180 บาท ค่าเลี้ยงดูเพิ่มเติมอีกวันละ 6 บาท เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท หักค่าอาหารวันละ 21 บาท 


          - ยศ จ่าพิเศษ ถึง พันเอก ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 210 บาท ค่าเลี้ยงดูเพิ่มเติมวันละ 6 บาท เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท หักค่าอาหารวันละ 31 บาท 


          - ยศ พันเอกพิเศษ ถึง นายพล ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 240 บาท ค่าเลี้ยงดูเพิ่มเติมวันละ 6 บาท เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท หักค่าอาหารวันละ 41 บาท 


          - สรุปเบี้ยเลี้ยงพิเศษที่ทหารแต่ละนายได้รับในแต่ละเดือน เมื่อคำนวณออกมาแล้ว ยศจ่าสิบตรี ถึง จ่าสิบเอก ได้รับเดือนละ 5,400 บาท ยศ ร้อยตรี ถึง พันเอก ได้รับเดือนละ 6,300 บาท ทั้งนี้ยังไม่รวมเบี้ยเสี่ยงภัยที่จะได้รับทุกคนเท่ากันคือ 2,500 บาท


          - เงิน พ.ส.ร. ผู้ที่มีสิทธิได้รับจะต้องบรรจุและปฏิบัติงานใน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปีขึ้นไปจึงจะได้รับการเสนอชื่อเพื่อพิจารณารับเงิน พ.ส.ร.


           2) ตำรวจ 


          - ชั้นประทวน (ยศสิบตำรวจตรี ถึง ดาบตำรวจ) ได้เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 1,500 บาท 


          - ชั้นสัญญาบัตร (ยศร้อยตำรวจตรีขึ้นไป) ได้เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท เบี้ยเลี้ยงเฉลี่ยเดือนละ 4,000 บาท 


          - ข้าราชการตำรวจบางตำแหน่ง จะมีค่าตำแหน่งอีกเดือนละ 3,000 บาท


          - ทุกชั้นยศที่ปฏิบัติงานในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา จะได้สิทธินับเวลาราชการทวีคูณ (ปฏิบัติราชการ 1 ปีคิดเป็น 2 ปี) ซึ่งจะส่งผลต่อขั้นเงินเดือน การขอขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ และลำดับอาวุโส


          - มีสิทธิได้รับเงิน พ.ส.ร.


           3) ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา


          - ทุกระดับได้เงินเดือนตามอายุงาน และเบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท


           4) ฝ่ายปกครอง


          - ทุกระดับตั้งแต่ ปลัดอำเภอ นายอำเภอ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ได้เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท


          - ข้าราชการฝ่ายปกครองบางตำแหน่งและบางคนที่สังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะได้รับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ หรือเงิน พ.ส.ร. ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบ บ.ท.ช. (อ่านรายละเอียดด้านล่าง) ส่วนใหญ่จะได้คนละ 600 บาทต่อเดือน


           5) อาสารักษาดินแดน (อส.) 


          - เงินเดือน 4,000-8,040 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 3,500 บาท เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 2,500 บาท และเบี้ยเลี้ยงอีกไม่เกินเดือนละ 600 บาท


           6) ฝ่ายปกครองระดับตำบลและหมู่บ้าน


          - กำนัน ได้เงินเดือน 8,000 บาท (จะปรับเป็น 12,000 บาท เริ่มสิ้นเดือน ต.ค.2553) 


          - ผู้ใหญ่บ้าน ได้เงินเดือน 7,250 บาท (จะปรับเป็น 10,000 บาท เริ่มสิ้นเดือน ต.ค.2553) 


          - ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ได้เงินเดือน 6,250 บาท (จะปรับเป็น 8,000 บาท เริ่มสิ้นเดือน ต.ค.2553) 


          - ฝ่ายปกครองระดับตำบลและหมู่บ้าน ไม่มีสิทธิได้รับเบี้ยเสี่ยงภัย


           7) บุคลากรทางสาธารณสุข 


          - ระดับชำนาญการ เงินเดือน 22,000 บาทขึ้นไป เงินประจำตำแหน่ง 3,500 บาท ค่าครองชีพเดือนละ 1,500 บาท และเบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 3,000 บาท 


          - ระดับชำนาญงาน เงินเดือน 18,000-19,000 บาท เบี้ยเสี่ยงภัยเดือนละ 1,800 บาท 


          - ระดับปฏิบัติการ เงินเดือน 7,000–10,000 บาท เบี้ยเสียงภัยเดือนละ 900 บาท


 สวัสดิการครูตามเกณฑ์ใหม่ที่ ครม.อนุมัติ


          มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ย. ให้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและสวัสดิการแก่ข้าราชการครูในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่สมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าพบและเสนอต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อวันจันทร์ที่ 13 ก.ย. หลังจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียชีวิตจากสถานการณ์ความไม่สงบไปแล้วถึง 135 ราย กรณีล่าสุดคือเหตุการณ์ลอบยิง ครูวิลาศ และครูคมขำ เพชรพรหม สองสามีภรรยา เสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยมเมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา


          มติ ครม.มีสาระสำคัญดังนี้


          1.กรณีที่ครูเสียชีวิต ให้เลื่อนตำแหน่งเป็นกรณีพิเศษ เช่น จากครู ค.ศ.1 (ครูและบุคลากรทางการศึกษา 1) เป็นครู ค.ศ.3 พร้อมทั้งเลื่อนขั้นเงินเดือนเป็นกรณีพิเศษไม่น้อยกว่า 7 ขั้นเพื่อนำไปคำนวณเป็นบำเหน็จ 


          2.ทายาทของครูที่เสียชีวิตจะได้รับสิทธิพิเศษในการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครอบครัวละ 1 คน สำหรับกรณีที่เสียชีวิตทั้งบิดาและมารดา ให้ได้รับบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการทุกคน พร้อมทั้งให้หน่วยงานอื่นให้ความสำคัญกับการรับทายาทของครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นกรณีเร่งด่วนและให้ความสำคัญเป็นกรณีพิเศษ สำหรับทายาทที่กำลังศึกษาอยู่ ให้ได้รับการศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีทุกคน


 เพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัยเป็น 3,000บาท-อนุมัติขอ พ.ส.ร.


          3.สิทธิพิเศษ สวัสดิการ และสวัสดิภาพครู ครม.เห็นว่าควรเร่งรัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการจัดทำหลักเกณฑ์ ระเบียบกฎหมาย และปฏิบัติตามหลักเกณฑ์อย่างรวดเร็ว รวมถึงกำหนดให้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในเรื่องการให้ความช่วยเหลือกระทรวงศึกษาธิการเป็นการเฉพาะ พร้อมทั้งเร่งรัดให้ ศอ.บต. กระทรวงการคลัง และส่วนราชการร่วมกันพิจารณาบุคคลอื่นที่ยังไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนพิเศษในพื้นที่เดือนละ 2,500 บาทโดยเร็ว 


          นอกจากนี้ยังมีมาตรการเพิ่มเติมโดยมอบให้ ศอ.บต. กระทรวงการคลัง และส่วนราชการร่วมกันพิจารณาหาแนวทางการเพิ่มค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนจากเดือนละ 2,500 บาท เป็น 3,000 บาท สำหรับการเพิ่มเงินประกันชีวิตที่จะให้เป็น 1 ล้านบาท จากเดิมกรณีเสียชีวิตได้รับเงินจากรัฐบาล 500,000 บาท และเงินสวัสดิการจากสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สก.สค.) จำนวน 500,000 บาทนั้น ครม.มอบให้กระทรวงการคลังและส่วนราชการพิจารณาหามาตรการเนินการต่อไป 


          4.กรณีความดีความชอบเพิ่มเติม 15% ให้ ศอ.บต.มอบสัดส่วนของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการ 


          5.การขอกู้เงินเพิ่มเติมค่าครองชีพอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% และการลดภาษีเงินได้ของครูและบุคลากรทางการศึกษา มอบให้กระทรวงการคลังดำเนินการ 


          6.เงินพิเศษสำหรับการสู้รบ หรือ พ.ส.ร. คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีระยะเวลาปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมากกว่า 5 ปีมีสิทธิได้รับเงิน พ.ส.ร.ทุกคน ซึ่งจากการสำรวจที่ผ่านมามีครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในพื้นที่ 68,737 คน แต่มีผู้ที่ได้รับเงิน พ.ส.ร.เพียง 13,669 คนเท่านั้น


 ตั้ง"ศูนย์ประสานงานส่วนหน้า"รับมือปัญหาความไม่สงบ


          7.มาตรการรักษาความปลอดภัย ให้กระทรวงศึกษาธิการ ศอ.บต กอ.รมน. และหน่วยงานทางการศึกษารวมถึงสมาพันธ์ครูจังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมกันกำหนดมาตรการเชิงรุกที่เป็นรูปธรรม ให้หน่วยงานความมั่นคงต้องกำหนดแนวทางที่ชัดเจน มีข้อมูลข่าวกรองแจ้งให้ครูและบุคลากรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ทราบเป็นรายงาน เพื่อร่วมป้องกันและแก้ปัญหา 


          นอกจากนี้ หน่วยงานความมั่นคงต้องดำเนินการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยดูแลความปลอดภัยทั้งจากชีวิตประจำวันและการปฏิบัติงาน ขณะที่มาตรการรักษาความปลอดภัย มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมหารือกับหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานทางการศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยให้เป็นรูปธรรม 


          8.มาตรการเกี่ยวกับปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ที่มีผลกระทบต่อครู มอบหมายให้มีการจัดตั้ง "ศูนย์ประสานงานส่วนหน้า" ที่มีคณะกรรมการดำเนินการในระดับพื้นที่ มีผู้ตรวจราชการจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธาน และมีผู้แทนจากองค์กรหลักและหน่วยงานทางการศึกษาเข้าร่วมปฏิบัติงานในพื้นที่ เพื่อเข้าถึงปัญหาอย่างรวดเร็ว


 รู้จัก "เงิน พ.ส.ร." และเกณฑ์การขอรับประโยชน์


          จะเห็นว่าสวัสดิการที่รัฐบาลเพิ่มให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นกรณีพิเศษที่ชัดเจนที่สุดคือ เบี้ยเสี่ยงภัย จาก 2,500 บาท เป็น 3,000 บาท และเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ หรือ พ.ส.ร. แต่ทั้งนี้ยังต้องรอการเคาะตัวเลขจากกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง


          อย่างไรก็ดี หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าเงิน พ.ส.ร.คืออะไร "ทีมข่าวอิศรา" จึงค้นข้อมูลมานำเสนอ


          "เงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ" หรือ พ.ส.ร. หมายถึงบำเหน็จความชอบอีกประเภทหนึ่งที่พิจารณาให้กับผู้ที่ได้ทำการสู้รบ หรือต่อสู้ จนได้รับอันตราย หรือทำการสู้รบ หรือต่อสู้ได้ผลดี หรือปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตรากตรำ เหน็ดเหนื่อย และได้ผลสมความมุ่งหมายของทางราชการเป็นอย่างดี ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบ ค่าทดแทน และช่วยเหลือเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการหรือช่วยเหลือราชการเนื่องในการป้องกันอธิปไตยและ รักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ พ.ศ.2521 เรียกย่อๆ ว่า “ระเบียบ บ.ท.ช.” 


          ผู้มีสิทธิได้รับเงินเพิ่มพิเศษสำหรับสู้รบ (พ.ส.ร.) ได้แก่ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างประจำในส่วนราชการ องค์การของรัฐ กิจการของรัฐ หน่วยงานอื่นของรัฐ ผู้บังคับบัญชา สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน และประชาชนซึ่งทางราชการได้แต่งตั้ง หรือมอบหมายในปฏิบัติหน้าที่ในการป้องกันอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ และตามข้อบังคับกระทรวงกลาโหมว่าด้วยการพิจารณาบำเหน็จพิเศษในเวลาเหตุฉุกเฉิน พ.ศ.2529 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภารกิจ และภารกิจนั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี


          หลักเกณฑ์และแนวทางการเสนอขอรับ พ.ส.ร.ตามระเบียบ บ.ท.ช.มี 2 ประการ คือ กรณีตามพฤติกรรม และกรณีตามระยะเวลา สรุปได้ดังนี้ (เฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) 


          - หลักเกณฑ์และคุณสมบัติกรณีตามพฤติกรรม 


          1.เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกำลังพลในโครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า


          2.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เนื่องในการป้องกันอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ 


          3.เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ย่านอันตรายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) 


          4.มีสิทธิได้รับการพิจารณา พ.ส.ร. ตั้งแต่ 1 ขั้น ถึง 4 ขั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของบุคคลแต่ละราย ตามระเบียบ บ.ท.ช. ข้อ 10.1-10.4 


          5.ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องต่อหน้าที่ 


          - หลักเกณฑ์และคุณสมบัติกรณีตามระยะเวลา  


          1.เป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกำลังพลในโครงสร้างของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า 


          2.เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่เนื่องในการป้องกันอธิปไตยและรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ 


          3.เป็นผู้ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ย่านอันตรายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จ.ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) 


          4.ปฏิบัติงานต่อเนื่องติดต่อกัน 6 เดือนขึ้นไป 


          5.ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่อมเสียหรือข้อบกพร่องต่อหน้าที่ 


          6.มีสิทธิได้รับการพิจารณา พ.ส.ร. 1 ขั้นในหนึ่งปีงบประมาณ 


          ปัจจุบันกำลังพลจากทุกหน่วย ทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองในสังกัด กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าทุกนาย ซึ่งรวมถึงข้าราชการในสังกัด ศอ.บต. หากปฏิบัติงานต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เกินกว่า 6 เดือนขึ้นไป มีสิทธิได้รับเงิน พ.ส.ร. ทั้งนี้จะมีข้าราชการครูที่บรรจุในอัตรา กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ ศอ.บต.จำนวนหนึ่งด้วย


           เห็นหรือไม่ เงิรนตกลงมาจำนวนมาก โดยเฉพาะ หน.หน่วยจึงวิ่งมาและอยู่ได้ระยะหนึ่งก็กลับและได้ตำแหน่งใหญ่ขึ้น..Money mouth



 

 

  ด.ตร.หอกข้างแคร่ Posted on: 13 ก.พ. 2011 13:51
ความคิดเห็นที่ 6
118.173.182.52

บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด(สนามบอลเชียงใหม่.คำของไอ้เณร...)









T : อ้าว เฮ๊ย!!! นายNนี่หว่า เป็นไงมั่งล่ะมึง พ้นเกณฑ์ทหารรึยังเนี่ย
N : ยังเลยพี่ เพิ่งกลับจากใต้
T: อ่าวเหรอ เป็นไงมั่งล่ะ ทางใต้
N: โหดดีพี่ ชุดผมรอดกลับมา 49 คนไปกัน 100 คนใส่โลงกลับมา 51 คน
G: โอ๊วว สาดดด มิงรอดมาได้ไงวะเนี่ย ดวงดีสุด
N: เออพี่ ดวงล้วน ๆ เลย เป็นทหารเกณฑ์ไปใต้แล้วรอดกลับมาได้นี่ โดนระเบิดไปซะครึ่ง อีกครึ่งโดนยิง นายที่ กลับมาได้ 49 เนี่ย พิการไปอีกเป็น 10 นะพี่ โดยมากจะขาขาด
T: อ่าวเห้ย อะไรมันจะขนาดนั้นวะ ดูในข่าวก็เห็นเงียบ ๆ ลงไปตั้งเยอะพี่
N: เงียบเชี่ยอะไรพี่ พวกผมลาดตระเวนยิงกับพวกแม่ngเกือบทุกวัน ผมรบในป่า มันไม่มีนักข่าวตามไปทำข่าวอะดิ นักข่าวมันอยู่แต่ในเขตเมืองกะชานเมืองพี่
B : อืม ๆ แล้วจะพ้นเกณฑ์เมื่อไหร่วะเนี่ย
N: อีกปีนึงพี่ ตอนนี้เค้าให้กลับมาสั่งเสียทางบ้าน ฮ่าๆ ๆ ๆ เดี๋ยวเดือนพฤษภาไปอีกรอบ
G: ยังจะตลกได้นะมืง
N : โหยพี่ปลงแล้ว ไปนี่ต้องไปแบบไม่คิดว่าจะรอด ไม่งั้นเครียด นี่เค้าให้กลับมาพักผ่อน แล้วก็ฝึกอีกหน่อย เดี๋ยวก็ลงไปลุยกะพวกแม่ngต่อ ตอนนี้ผมยิงไรเฟิลให้มันโค้งได้แล้วนะพี่ เจ๋งมะ
B: แสรดไม่ใช่ลูกบอล จะได้ปั่นให้โค้งได้
N : เฮ๊ยย ได้จริง ๆพี่ เวลายิงต้องกะเวลาตอนที่กระสุนมันอยู่กลางลำกล้องแล้วส่ายปากกรอก ยิงกลางคืนนี่โค้ง เห็น ๆ เลยพี่
G : เออ เชื่อมืงก็ได้ แล้วหน่วยมืงใช้ปืนอะไรวะ อย่าบอกนะว่า HK
N : ไม่อ่ะพี่ หน่วยผมใช้ M16A2 หวังผลได้ประมาณ 100-200 เมตร ผมแม่นนะพี่ แต่อย่างว่าเวลาลุยกันจริง ๆ ไม่ได้เล็งหรอก รู้แต่ว่ายิง ๆ ยัด ๆไปแถว ๆ นั้นแหละ ไม่มีใครโผล่หัวขึ้นไปเล็งศูนย์หรอก
T : เอาRED DOT ไหม ผมมี ผมยกให้เลย
N: ไม่เอาอ่ะพี่ บอกแล้วว่าไม่ได้เล็ง
B: แล้วในชุดลาดตระวนของมืงมีพวก Minimi รึพวก Sniper ไปด้วยรึปล่าววะ
N: อ๋อ พวกMinimi จ่าเป็นคนถือ ส่วนพวกSniper มันเดินแยกไปต่างหาก 2 คน ไม่ค่อยได้ยิงเท่าไหร่หรอกพวกนี้ โดยมากถ้าเจอก็แจ้งตำแหน่งกันเฉย ๆ พวกผมเอา M16 เข้าลุยอย่างเดียวเลย นี่เดือนหน้าจะได้ M4 มาใช้แล้ว พานท้ายแบบปรับได้ด้วยนะ
T : แล้วกระสุนล่ะวะ เค้าให้กี่นัดอ่ะ
N : เท่าที่ขนไหวพี่ แต่พวกผมชอบเอาไปคนละ 5 แมก เผื่อไว้ก่อน ยิงกันจริง ๆ ส่วนใหญ่ก็ 2-3 แมก

G : แล้วระเบิดล่ะวะ
N : แรก ๆ ก็ 2 ลุกตอนหลังมันบอกงบหมด เหลือคนละลูก
T : เชี่ย งบเนี่ยนะหมด เห็นว่างบกลาโหมปีที่แล้วอย่างเยอะ
N: เออ ไม่รู้เหมือนกันพี่ มีให้แค่ไหนก็ใช้แค่นั้นแหละ
T : แล้วเสื้อเกราะกับหมวกล่ะ เห็นเค้ารับบริจาคกัน มีให้ใส่รึปล่าว
N: มีครับ แต่ผมไม่ค่อยใส่กันหรอก เอาตัวเบา ๆ วิ่งเร็ว ๆไว้ก่อน วิ่งช้าแล้วโดน AK ยิงนี่ เกราะไม่มีผลเลยพี่
B: อ้าวมันกันไม่ได้เหรอวะ
N: แฉลบ ๆน่ะได้พี่ ถ้าไปโดนตรง ๆ ก็ร่วงล่ะ ใส่หมวกนี่หันซ้ายหันขวายาก มองยาก แล้วเวลายิงก็หนวกหูด้วย มีเด็กพิษณุโลกคนนึงมันใส่ครบทุกอย่าง วิ่งช้า โดนเข้าไปตรงต้นคอ เรียบร้อยครับ แบกกลับได้เลย บางคนก็โดนทะลุหมวก หัวกระจาย
B : ไม่โดด ๆ ๆ ๆ เอาวะ
T: แสรด ไม่ใช่ Counter strike
G: เป็นไงล่ะมืง ก่อนลงไปล่ะเห็นเล่นจังเลย นาย BATTLE FIELD
N: เจอเข้าเองเลย ฮ่า ๆ ๆ ๆ
ผมเคยเดินลาดตระเวนไปเจอมันฝึกกันอยู่เลยนะ นายพวกหัวหน้ามันน่ะ ทหารเก่าของเราทั้งนั้นแหละ พวกรบพิเศษเลยด้วย มันปีนขึ้นต้นไม้เอาผัวทิ่มดินได้อ่ะ อย่างเทพ มันฝึกเอาไว้ซุ่มรอเราอยู่บนต้นไม้ แต่ไม่มีปัญหา
พี่ เอา M79 สอยเอา
T: แล้วในมุมมองมืง มันจะสงบเมื่อไหร่วะเนี่ย
N: ล้างเผ่าพันธุ์สถานเดียวพี่ ไม่มีทางเลือกแล้ว เลือกเอา จะยกให้มันรึจะ ฆ่าแม่ngให้หมด ออกลูกออกหลานกันยั้วเยี้ยเต็มพื้นที่แล้วพี่ ปราบไม่หมดหรอก รอแต่ว่าเมื่อไหร่จะได้ไฟเขียว ถ้าได้ไฟเขียวเราชนะหายห่วง แต่นี่
พวกแม่ng เช้า ๆกรีดยาง สาย ๆฝึก ตกดึกออกมาล่อเราละ มันมีเมียได้ 4 คน พวกนี้มันจะเอาลูกที่เกิดกับเมีย คนแรกมาเรียนในกรุงเทพ ให้เป็นมันสมอง ส่วนลูกที่เกิดกะเมียคนต่อ ๆไปนี่มันให้เข้าปอเนาะ พออายุ13 -14 แบกปืนไหวก็ต้องออกมารบกันแล้ว แล้วมีกฎว่าเรายิงก่อนไม่ได้ด้วยนะพี่ ต้องรอมันยิง เราถึงจะสวนได้ แต่ก็ไม่มีใครเค้าสนกันหรอกพี่ เจอแล้ว
คุ้น ๆ หน้า ผมใส่ก่อนล่ะ ยิ่งตอนนี้มันทะลึ่งไปฆ่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้ แล้วพวกป่าไม้เค้าถือคติ ประมาณว่า ถ้ามาทำอะไรกับพวกป่าไม้ เหมือนทำร้ายพวกที่เหลือทั้งหมด พวกที่เหลือ เค้าจะเอาคืนให้หนักกว่าเดิมหลายเท่า
ป่าไม้นี่อย่างโหดนะพี่ ยิงก่อนถามทีหลัง คว้านท้องแขวนไว้บนต้นไม้หน้าหมู่บ้านมันเลยแต่ผมว่าก็ดีนะ ปราม ๆเด็ก ๆ มันไว้มั่ง ไม่งั้นมันไม่กลัวหรอก ถ้าจับเป็นแป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็ออกมายิงพวกผมใหม่ เด็กบางคนนะ มันโดนลูกหลงระเบิดพวกเดียวกันนั่นแหละ ผมไปช่วยแบกมันวิ่งออกจากพื้นที่ ช่วยทำแผล พอมันลุกได้ มันจะกลับบ้าน แม่ng หันกลับมาชี้หน้าผม แล้วทำท่าเอามือปาดคอ เพื่อนบางคนก็โดนทำท่า เอาปืนเล็งใส่ แต่ไม่เป็นไร ผมจำหน้ามันได้ละ เดี๋ยวลงไปอีกรอบค่อยไปเก็บแม่ng

G : เฮ่ย โหดว่ะ
N: ไม่โหดหรอกพี่ ไม่งั้นมันยิงพวกเราได้อีกเป็น 10
G : เอาพระพุทธชินราชไหมวะ พี่มีนะ เดี๋ยวถอดให้เลย สร้อยทองไม่ให้นะเว๊ย ฮ่า ๆ ๆ ๆ
N: ไม่เอาอ่ะพี่ เก็บไว้เหอะ คนที่มันจะตายผมเห็นแม่ngห้อยทุกอย่าง ทั้งเกราะ ทั้งพระ กระจายหมดพี่
B : แล้วมีสวัสดิการไหมวะ แบบค่าเสี่ยงภัยอะไรประมาณนี้
N : ไม่มีอ่ะพี่ ได้เงินเดือนธรรมดานี่แหละเค้าว่าไม่มีงบ แต่มีประกันชีวิตให้นะ ถ้าตายห่าไปที่บ้านก็ได้แสนนึงตำรวจดิพี่สบาย สวัสดิการเพียบ รอทหารเคลียร์หมด เข้าไปถ่ายรูปกะนักข่าวอย่างเดียวเลย แล้วก็กลับบ้านนั่งรอยศขึ้น ถ้าไม่ทะลึ่งออกไปไหนดึก ๆ คนเดียวไม่ตายหรอกพี่
T: แล้วถ้าพ้นเกณฑ์มึงจะไปสอบเป็นพวกนายสิบอะไรรึปล่าววะ
N : ไม่เอาอ่ะพี่ เงินเดือนพอ ๆ กะพนักงาน 7-11 ผมทำงาน 7-11ดีกว่า ไม่ต้องวิ่งหนีลูกปืนและระเบิด พอมันรู้ว่าเราโมฯรถให้กันแรงระเบิดได้ 5 กิโล พวกแม่ng อัดดินมา 15 กิโลเฉย วันนั้นHumvee ที่ผมนั่งพลิกเลยนะพี่ ดีนะ มันพลิกเฉย ๆ เลยยังพอยิงสวนได้ นายพวกไปกะรถปิคอัพนี่ ลอยอย่างสูง ผมเคยขี่มอเตอร์ไซค์ตามหลัง แม่ngลอยสูงจริง ๆ พี่ ฮ่า ๆ ๆ ๆ
T : ตลกเหรอวะเนี่ย
N : แต่เดี๋ยวดูตอนพ้นเกณฑ์อีกทีพี่ คิดไว้เยอะไม่ได้ เดี๋ยวอีก 4-5 เดือนถ้าถ้าผมมาเตะบอลกะพวกพี่อีกรอบ ค่อยมาคุยกันเรื่องผมจะทำมาหาแดกอะไรดีกว่า
T: เออ ว่ะ ให้รอดเว๊ย
G : พระคุ้มครองนะมืง
N : ขอบคุณครับพี่
B :เออป่ะ 5 โมงละ เตะบอลดีกว่า
นี่เป็นบทสนทนากับรุ่นน้องคนหนึ่งซึ่งเล่นบอลที่สนามเดียวกันมาหลายปี แต่เค้าติดเกณฑ์ทหารโดยถูกส่งลงไปประจำการที่ 3 จังหวัดชายแดน
ไม่รุ้จะแนะนำมันยังไง ไม่รุ้จะช่วยมันยังไง ได้แต่รับรู้และนำมาบอกเล่าให้เพื่อน ๆ ชาวไทยคนอื่นได้รับรู้ถึงชีวิตทหารเกณฑ์ที่จะถูกส่งไปลาตระเวน
ถูกส่งไปตายก่อนเมื่อเกิดเหตุ ตอนคุยกับมันน่ะสนุกสนานครับ แต่ผมเชื่อว่า พอกลับบ้านไปแล้วมีเวลานอนคิด แต่ละคนที่ร่วมสนทนากับน้องเค้า
คงต้องเกิดความรู้รู้สึกอะไรในใจบ้างไม่มากก็น้อย จากเด็กธรรมดาที่เล่นฟุตบอลด้วยกัน เล่นวินนิ่ง เล่นเกมเหมือนเด็กทั่วไป จีบสาว มีแฟน ต้องไปสู่พื้นที่ ที่มีความขัดแย้งรุนแรง เศร้าว่ะครับ...-*-
ร่วมส่งกำลังใจให้เค้ากันครับ ยังไง ผมจะปริ๊นท์กระทู้นี้เอาไปให้น้องเค้า และ เพื่อน ๆ ในหน่วยอ่านซึ่งไม่รุ้ว่ามันจะเวิร์คไหม อย่างน้อยให้เค้ารู้ว่า
ถึงทีวีจะไม่ลงข่าวทหารเกณฑ์เวลาตายเป็นกรอบเล็กๆอยู่ในหนังสือพิมพ์ที่ยอดขายไม่สูง แต่ยังมีคนไทยอีกหลาย ๆ คนได้รับรู้ถึงคนที่เสียสละที่แท้จริง
ขอบคุณครับ


 

  ปชช.ผ่านมาพบ Posted on: 13 ก.พ. 2011 19:29
ความคิดเห็นที่ 7
118.173.215.51








บทวิเคราะห์ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และผลกระทบที่เกิดขึ้น



 












 
จากสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้โดยเฉพาะใน 4 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลาในช่วงเทศกาลตรุษจีนนั้น ถือเป็นสถานการณ์ที่มีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งจากเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวสงผลทางจิตวิทยาของนักลงทุน นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไปในพื้นที่อย่างมาก ซึ่งถ้าหากพิจารณาโครงสร้างสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด(GPP) ของ 4 จังหวัด เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) แล้ว จะพบว่าสัดส่วนมูลค่าของ 4 จังหวัดรวมกันแล้วคิดเป็นร้อยละ 2.91 ของ GDP ประเทศ ซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้นจึงอาจมองได้ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ 4 จังหวัดภาคใต้นั้นไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักในภาพรวมของประเทศ
แต่เมื่อทำการพิจารณาถึงสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด(GPP) เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมรายภาค (GRP) จะพบว่า 4 จังหวัดนั้นมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 33.86 ของ GRP ดังนั้นถ้าหากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว คงจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับภาคได้ เพราะสัดส่วนต่อ GRP ของ 4 จังหวัดนั้นค่อนข้างที่จะสูง 4 จังหวัด 2.91% จังหวัดอื่นในประเทศ 97.09%สัดส่วนเทียบกับประเทศ
4 จังหวัด 33.86%
จังหวัดอื่นในภาคใต้ 66.14%
สัดส่วนเทียบกับภูมิภาค(ภาคใต้)
อย่างไรก็ตามเมื่อทำการสอบถามถึงสถานการณ์ความไม่สงบต่างๆ จากสำนักงานคลังจังหวัดใน 4 จังหวัด ซึ่งเป็นผู้เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจ นั้นพบว่า
1. จังหวัดนราธิวาส ซึ่งมีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัด (GPP) คิดเป็นร้อยละ 5.20 ของ GRP ซึ่งถ้าหากพิจารณาถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจต่อภูมิภาคแล้ว จังหวัดนราธิวานนั้นอาจจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภูมิภาคไม่มากนัก
อย่างไรก็ตามเมื่อทำการสอบถามถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนในจังหวัด พบว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่จะมีการจับจ่ายใช้สอยน้อยลง และไม่พยายามที่จะออกนอกบ้านในเวลากลางคืน และอยู่นอกบ้านนานๆ นอกจากนี้แล้วเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าวทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความวิตกกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ ถึงแม้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ระเบิดเป็นประจำก็ตาม
2. จังหวัดปัตตานี ซึ่งมีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัด(GPP) คิดเป็นร้อยละ 5.20 ของ GRP เช่นเดียวกับจังหวัดนราธิวาสดังนั้นจากโครงสร้างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าผลกระทบนั้นอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมากนัก
แต่อย่างไรก็ตามเมื่อสอบถามถึงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของคนในจังหวัด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะมีความกังวลมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบในครั้งนี้เริ่มที่จะรุกรามเข้าสู่ตัวเมืองมากขึ้น ซึ่งเดิมนั้นจะเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่เสี่ยงเท่านั้นไม่ได้ขยายวงกว้างมากนัก ส่วนเรื่องของมาตรการที่จะจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษใน 5 จังหวัดชายแดนนั้น พบว่า มาตรการดังกล่าวไม่ได้ส่งผลให้นักลงทุนจากภายนอกเข้ามาทำการลงทุนในจังหวัด ทั้งนี้เพราะนักลงทุนกังวลถึงความปลอดภัย
3. จังหวัดยะลา ซึ่งมีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัด(GPP) คิดเป็นร้อยละ 3.91 ของ GRP ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนมูลค่าของ GPPต่อ GRP ที่น้อยกว่าจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และสงชลาที่มีเหตุการณ์ไม่สงบ อย่างไรก็ตามเมื่อทำการสอบถามถึงภาวะเศรษฐกิจของจังหวัดและผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัด พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นกว่าเดิมทั้งนี้เนื่องจากเหตุการณ์ระเบิดนั้นขยายวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะที่ตัวเมืองและอำเภอเบตง ซึ่งถือเป็นพื้นที่หลักทางด้านเศรษฐกิจของจังหวัด และเมื่อทำการประเมินถึงสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยภายในจังหวัด พบว่า ส่วนใหญ่ยังคงมีความวิตกกังวลทำให้ไม่กล้าที่จะออกมาจับจ่ายใช้สอย นอกจากนี้ธุรกิจที่ดำเนินการในจังหวัดก็ได้รับผลกระทบโดยมีการปิดกิจการและย้ายกิจการไปนอกพื้นที่มากขึ้น
4. จังหวัดสงขลา ซึ่งมีสัดส่วนของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในจังหวัด(GPP) คิดเป็นร้อยละ 19.54 ของ GRP ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ เพราะจังหวัดสงชลาเป็นจังหวัดที่เป็นแหล่งการค้าและย่านธุรกิจของภูมิภาค ดังนั้นเหตุความไม่สงบในภาคใต้ดังกล่าวจะส่งผลต่อเศรษฐกิจภูมิภาคได้อย่างมาก แต่อย่างไรก็เมื่อสอบถามถึงผลกระทบในพื้นที่จังหวัดสงขลา จะพบว่า เหตุการความไม่สงบนั้นเกิดขึ้นบริเวณอำเภอรอบนอกของจังหวัดไม่ได้เกิดในตัวเมืองเหมือนเมื่อปี 2548 ดังนั้นเหตุการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของจังหวัดมากนัก และถ้าหากประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนั้นถือว่าจังหวัดสงขลายังคงได้รับ



ความคิดเห็นที่ 1
   ผลกระทบต่อเนื่องจากเหตุการณ์ระเบิดในตัวเมืองเมื่อปี 2548 มากกว่า ส่วนทางด้านการบริโภคภายในจังหวัดสงชลานั้นยังคงขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื้องทั้งนี้เนื่องจากประชาชนในจังหวัดใกล้เคียงโดยเฉพาะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เดินทางมาจับจ่ายใช้สอยที่จังหวัดสงชลามากขึ้น นอกจากนี้แล้วทางด้านภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีการขยายตัวได้ดี เนื่องจากการย้ายถิ่นของคนใน 3 จังหวัดที่เข้ามายังจังหวัดสงชลามากขึ้น ดังนั้น เศรษฐกิจของจังหวัดสงชลาจังไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงเทศกาลตรุษจีนมากนัก อย่างไรก็ตามถ้าหากพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นโดยภาพรวมของ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คำภาคบริการและการท่องเที่ยวของ 4 จังหวัดภาคใต้ ที่มีสัดส่วน 25-35% ของการท่องเที่ยวทั้งภาค ซึ่งคาดว่านักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปยัง 4 จังหวัด มีแนวโน้มของการชะลอตัวลง ถ้าหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นอกจากนั้นแล้วเหตุระเบิดในครั้งนี้จะยังคงส่งผลต่อการการลงทุน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมบริการการท่องเที่ยว การค้าปลีกในพื้นที่จังหวัดดังกล่าวอาจจะมีการชะลอการลงทุน และผลกระทบต่อการบริโภคของประชาชนในพื้นที่จะชะลอตัว เพราะเกรงว่าปัญหาดังกล่าว จะส่งผลต่อการเมือง และอาจเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำขึ้นอีกในช่วงวันหยุดยาว เช่น เทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจภาคใต้จะฟื้นตัวได้ประมาณไตรมาส 3 นี้ ในขณะที่เศรษฐกิจ ภาพรวมยังยืนยันเป้าหมายการเติบโตที่ระดับร้อยละ 4-4.5 ถ้าหากไม่เกิดเหตุการณ์ระเบิดซ้ำขึ้นมาอีก



 









เหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ :เปรียบเทียบความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุ และข้อเสนอแนะระหว่างผู้ปฎิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่นับถือศาสนาต่างกัน  



 

































วารสารพัฒนาสังคม - ปีที่ 9 ฉบับที่ 1/2550



 



การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ 1) ศึกษาความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ยังดำเนินอยู่ และข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดนี้ 2) เปรียบเทียบความเชื่อเกี่ยวกับสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์ความรุนแรง และความไม่สงบในพื้นที่ และข้อเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาฯ ระหว่างผู้ปฏิบัติหน้าที่ ที่นับถือศาสนาต่างกัน (อิสลามกับพุทธ) และ 3) เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงและความไม่สงบใน 3 จังหวัดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่ 3 จังหวัด กลุ่มตัวอย่างในการศึกษานี้คือ ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัด จาก 5 กลุ่มตัวอย่าง หลากหลายวิชาชีพ (เช่น ข้าราชการทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ครู ผู้นำศาสนาอิสลาม และลูกจ้างภาคเอกชน) จำนวนรวม 433 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม ซึ่งคำถามสำคัญเป็นคำถามปลายเปิด การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบค่าไค-สแควร์ (c2 -test) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาโดยสรุปมีดังนี้ คือ 1) ด้านความเชื่อในสาเหตุสำคัญของเหตุการณ์ความรุนแรงและความไม่สงบ กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากที่สุดเชื่อว่าเรื่องความต้องการผลประโยชน์ส่วนตัว ทางการเมืองหรือเศรษฐกิจของผู้มีอิทธิพล หรือผู้ก่อการ เป็นสาเหตุสำคัญ รองลงมา เชื่อว่าเรื่องของการขาดความเข้าใจอันดีต่อกันระหว่างรัฐกับประชาชน เป็นสาเหตุสำคัญ 2) ด้านความคิดเห็นเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบ กลุ่มตัวอย่างจำนวนมากที่สุด เสนอให้รัฐและประชาชนหันหน้าทำความเข้าใจกัน จริงใจ และร่วมมือกัน รองลงมา เสนอให้มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติตามกฎหมาย โดยการนำผู้กระทำผิด ผู้ก่อเหตุความรุนแรงหรือผู้บงการฯ มาลงโทษให้ได้ และให้พัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพและอย่างทั่วถึง 3) เมื่อเปรียบเทียบความเชื่อในสาเหตุสำคัญฯ ระหว่าง กลุ่มตัวอย่างพุทธกับมุสลิม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่มตัวอย่างมุสลิม เชื่อในเรื่องการไม่ได้รับความยุติธรรมจากภาครัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มากกว่ากลุ่มตัวอย่างพุทธ ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างพุทธเชื่อในเรื่องความต้องการ ผลประโยชน์ส่วนตัว ของผู้ก่อการฯ หรือผู้บงการ เป็นสาเหตุสำคัญฯ มากกว่า กลุ่มตัวอย่างมุสลิม 4) เมื่อเปรียบเทียบข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาฯ ระหว่างกลุ่มตัวอย่างพุทธกับมุสลิม พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กล่าวคือ กลุ่มตัวอย่างพุทธเสนอในเรื่องให้เคร่งครัดในการดำเนินการทางกฎหมาย และจับกุม ผู้กระทำผิด ผู้ก่อความไม่สงบมาลงโทษให้ได้ มากกว่ากลุ่มตัวอย่างมุสลิม ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างมุสลิมเสนอในเรื่อง ให้ใช้คนในพื้นที่ในการดูแลและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในพื้นที่กันเอง มากกว่ากลุ่มตัวอย่างพุทธ ผู้ศึกษาอภิปรายผลการศึกษาว่าเกี่ยวข้องกับเรื่อง การอนุมานสาเหตุของพฤติกรรม/เหตุการณ์ เรื่องชนกลุ่มน้อย/ชนกลุ่มใหญ่ในสังคม ความเชื่อแบบเหมารวม ทัศนคติที่ลำเอียงต่อกลุ่มคน การแบ่งแยกกีดกัน ตลอดจน อิทธิพลของกลุ่มทางสังคมที่มีต่อความเชื่อของบุคคล ผู้ศึกษาได้เสนอแนวทางใน การแก้ไขปัญหาความไม่สงบฯ โดยในระยะสั้นให้มุ่งเน้นด้านการเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ของประชาชนมุสลิมที่มีต่อรัฐ และในระยะยาวให้มุ่งเน้นที่การพัฒนาการศึกษา เพื่อปลูกฝังและสร้างทัศนคติ ของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ฯ ให้รักประเทศไทย ภูมิใจในความเป็นคนไทย ใฝ่ศึกษาสายสามัญ อยากทำงานที่บ้านเกิด และไม่นิยมใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ตลอดจนทำให้ประชาชนในพื้นที่ฯ รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ให้ความร่วมมือกับทางราชการในการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เจริญและมีสันติสุขยิ่งขึ้นต่อไป



 



 



การจัดการเพื่อความสมานฉันท์ของสังคมมุสลิมในตัวแบบของประเทศเยอรมนี : กรณีเปรียบเทียบสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้
2011-01-28 04:49:02





 



 



 



นางสาวนูรียานี แนแซ, นางสาวอัสมะ ดือเร๊ะ*

ในสภาพการณ์ในสังคมยุคปัจจุบัน ทั้งสภาพวิกฤตทางเศรษฐกิจ  การเมือง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น            ทั่วโลก  และสภาพของสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง                     การเสริมสร้างโอกาสให้ประชาชนได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ข้ามฐานวัฒนธรรม ในการสร้างความสัมพันธ์  และให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง นับว่าเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันของคนในพื้นที่ซึ่งมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม  และศาสนา  ทั้งนี้อาจเป็นแนวทางในการลดปัญหาความขัดแย้งและความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง
คณะรัฐศาสตร์   มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  วิทยาเขตปัตตานี  (มอ.ปัตตานี) ในฐานะสถาบันการศึกษาที่จัดการเรียนการสอนทางด้านรัฐศาสตร์ (การปกครอง / ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ /นโยบายสาธารณะ) ซึ่งเป็นการศึกษาที่เน้นองค์ความรู้สากล  โลกมลายู  และองค์ประกอบด้านศาสตร์การทูต และตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการทางด้านต่างๆระหว่างคณะรัฐศาสตร์กับหน่วยงานภายนอก  ซึ่งสอดคล้องวิสัยทัศน์ของคณะรัฐศาสตร์ที่ว่า “มุ่งเป็นเลิศในองค์ความรู้รัฐศาสตร์ชายแดนใต้ ประชาคมอาเซียนและสากล ” และพันธกิจที่จะ “สร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะและองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาและการปกครองทางสังคม   การสร้างและบูรณาการองค์ความรู้เพื่อประชารัฐ  สันติสุข  และความเป็นธรรมในสังคม”   จึงกำหนดจัดโครงการบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ  ในหัวข้อ “Harmony  of  Muslim  Society   in Germany : Case study  for  Deep  South ” (การจัดการเพื่อความสมานฉันท์ของสังคมมุสลิมในตัวแบบของประเทศเยอรมนี : กรณีเปรียบเทียบสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้)  เพื่อให้บุคลากรและนักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในตัวแบบการจัดการสังคมหลากหลาย  และสมานฉันท์ในต่างประเทศ  ทั้งยังเป็นการเปิดโลกทัศน์   สร้างองค์ความรู้  เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล/สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสังคมในต่างประเทศ  ทำให้ได้เรียนรู้กว้างไกลมากขึ้นกว่าชุมชนหรือสังคมของตนเอง  อันจะนำไปสู่การปรับใช้ที่เหมาะสมต่อไปกับบริบทของสังคมตนเอง
เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ ที่ผ่านมา   คณะรัฐศาสตร์ มอ.ปัตตานี  ได้รับเกียรติจาก ดร. ฮันส์ ชูมัคเคอร์ เอกอัครราชทูตสหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมณี ประจำประเทศไทย บรรยายพิเศษ ในหัวข้อ Harmony of Muslim Society in Germany: Case Study for Deep South ณ หอประชุมสำนักงานอธิการบดี
ดร.ฮันส์ กล่าวว่า ความแตกต่างทางวัฒนธรรมในอดีตนั้น คนที่เป็นคนเยอรมณีต้องเป็นคนตาฟ้า ผิวขาว แต่ปัจจุบันไม่ใช่แล้ว คนที่อยู่ในเยอร์มันีทุกคนเป็นเยอรมณีแต่เพียงต้องอยู่ในภายใต้เยรอมณีไม่ว่าศาสนาใด เชื้อชาติใด สีผิวใดก็เป็นคนเยอรมณี ในตอนนั้นการดำรงชีวิตของมุสลิมลำบากมาก เนื่องจากคนมุสลิมยึดหลักในศาสนาสูง จึงกลัวว่าตนจะกระทำผิดต่อหลักศาสนาหากเข้าไปพบประพูดคุยกับศาสนาอื่น มุสลิมทุกคนจึงพยายามอยู่กับตัวเอง และคนมุสลิมในตอนนั้นไม่สามารถคลุมฮีญาบไปเรียนได้แต่ในปัจจุบันคนมุสลิมได้อยู่อย่างสงบสุขและมีความเท่าเทียมกัน
“กุญแจสู่ความสำเร็จแห่งความสงบสุข และเท่าเทียมกันนั้น เกิดจากเรื่องการศึกษา การอยู่ร่วมกัน การยอมรับในอัตลักษณ์ของแต่ละศาสนา แล้วเกิดการบูรณาการขึ้นโดยไม่ละทิ้งอัตลักษณ์แต่ละศาสนา แต่เพียงทุกคนต้องอยู่ในภายใต้กฎของรัฐ  ซึ่งก่อนหน้านั้นได้พยายามศึกษาภาษา การแสวงหาทางออก การอยู่ร่วมกัน ลดปัญหาความรุนแรง โดยจัดตั้งองค์กรคณะมนตรีมุสลิมกลาง และตั้งกฎบัติมุสลิมขึ้น Islamic Charter: Fundamental Declaration of the Central Council of Muslims in Germany ตั้งอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย สนับสนุนการศึกษาภาษาอิสลาม วัฒนธรรมต่างๆ เช่น การอาซาน การฆ่าสัตว์ การละหมาด”


 ดร.ฮันส์กล่าว่าการที่จะนำนโยบายของประเทศเยอรมณีมาบูรณาการใช้กับประเทศไทยในสามจังหวัดชายแดนใต้มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อยากมาก หากการเมืองไม่โปร่งใส ประชาชนไม่กล้าร่วมแสดงความคิดเห็น และไม่กล้าเรียกร้องอัตลักษณ์วัฒนธรรมในบ้านเราแต่ก็อยากให้จงรักภักดีต่อประเทศไทยหากได้คำตามเรียกร้องโดยสันบสนุนให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
“ ผมสนับสนุนนายกอภิสิทธิ์ให้มีการยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในสามจังหวัดชายแดนใต้ เนื่องจากการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้นทำให้ประชาชนไม่สามารถต่อเถียงหรือร่วมแสดงความคิดเห็น และตนอยากให้ประชนในประเทศไทยลุกขึ้นต่อสู้ ร่วมแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะเยาวชนไทย” ดร.ฮันส์กล่าวทิ้งท้าย
*นักศึกษาฝึกงานประจำสำนักข่าวอามาน จาก คณะวิทยาการสื่อสาร มอ.ปัตตานี


       

ชมแบบสมบูรณ์: ***ประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ ความเหมือน กับคนเสื้อแดงในวันนี้ ***


คุณกำลังชุมเว็บบอร์ดนี้ในรูปแบบอย่างย่อ คลิก ชมแบบสมบูรณ์ สำหรับการแสดงผลแบบเต็มรูปแบบ


ซาเจิ้น


08-31-2010, 01:22 PM


............ใครเคยมีความคิดเห็นเหมือนดิฉันบ้างหรือเปล่าค่ะ.... คนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ .... เหมือนผู้ก่อการร้าย เหมือนโจร เหมือนเขาไม่ใช่คนไทย...... ภาพที่ถูกนำเสนอตลอดระยะเวลา 3-4 ปี มานี่ มันเกิดความชินตาว่า เขาเหล่านั้นคือ ผู้ก่อความไม่สงบ , โจรแบ่งแยกดินแดน
.............ยอมรับค่ะ ว่าดิฉันเคยนึกสาปแช่งพวกก่อความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ..... จากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น เป็นระยะ ๆ
ข่าวสารที่ดิฉันได้รับจากหน้าหนังสือพิมพ์ ..... ข่าวจากหน้าจอโทรทัศน์
.............แล้วเหตุการณ์จริง ๆ มันคืออะไร ทำไมความรุนแรงไม่บรรเทา แต่ นับวันยิ่งทวีความรุนแรงเกิดขึ้น ... ดิฉันไม่ทราบ เพราะ พวกเราอยู่ห่างไกลจากเหตุการณ์ พวกเราเข้าไม่ถึงปัญหา และบางครั้งพวกเราก็ลืมใส่ใจ...... เนื่องจากคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว ... ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ.....
.............และแล้ว ..... วันหนึ่งวันที่พวกเราคนเสื้อแดง ..... บังอาจทำตัว
แตกต่าง .... คิดต่าง จากกรอบจารีตที่พวกเขาเคยเสื้อมสอนมา .... ตั้งแต่
จำความได้ .... แล้วดันมารวมตัวกันเป็นจำนวน จากร้อย ... เป็น พัน....
เป็นหมื่น..... เป็นแสน ... และถึงหลักล้าน อย่างไม่อยากเย็น.............
............หยุดอะไรก็หยุดได้ .... แต่ให้หยุดความคิด ... คงต้องให้หยุด
ลมหายใจเท่านั้น ... ถึงจะหยุดความคิดของคนเสื้อแดงได้ .... ดังนั้น..
วิธีปราบคนเสื้อแดง..... จึงต้องใช้ความรุนแรง..... รุนแรงอย่างที่ไม่คิดว่า
จะเกิดขึ้นบนพื้นแผ่นดินไทย ...... กลางเมืองหลวงของประเทศ ที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ( 6 ศพ ในวัดปทุม ฯ )
...........วันนี้คนเสื้อแดง (ดิฉันขอใช้เฉพาะแต่คนเสื้อแดงเท่านั้นสลิ่มไม่เกี่ยว) มีความเหมือนกับคนในสามจังหวัดชายแดนภายใต้ คนเสื้อแดงใช้ชีวิตอยู่ บน พระราชกำหนดการบริหารราชการฉุกเฉิน (พ.ร.ก.) อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐมีอยู่เต็มมือ .... เปรียบเหมือนกระบอกยักษ์ เอาไว้ฟาดหัวคนเสื้อแดง อย่าให้หึกเหม อย่าได้มีปากมีเสียง เจ็บก็ห้ามร้อง ห้ามออกมารวมตัวกัน ประชาชนคนไหนมีความน่าสงสัยว่าเป็นภัยแก่ความมั่นคง ..ชีวิตก็ไม่ปกติสุข ( กลับบ้านนอนไม่ได้ค่ะ อาจเป็นไข้โป้ง)
............แล้วประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ... ละคะ พวกเขาใช้ชีวิตกันอย่างไร ใน ภายใต้กฎหมายสามฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติกฏอัยการศึก พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร และ พระราชกำหนดบริหารราชการฉุกเฉิน ....
.............ดิฉันไม่ทราบปัญหาอะไรที่ลึกลับซับซ้อนทางภาครัฐ และภาคเอกชน ในสามจังหวัดได้ แต่ ..... วันนี้ ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในฐานะประชาชน และ ประชาชน สิทธิและเสรีภาพของพวกเราถุกริดรอนขั้นรุนแรง ...... ความไม่เท่าเทียมกัน .... ศักดิ์ศรีของความเป็นคน.....
กฎหมายสามฉบับ (สามจังหวัด) และ พรก. ของคนเสื้อแดง ถูกใช้เป็นเครื่องมือ อย่างหนึ่งที่ผู้มีอำนาจ ...... หยิบมาใช้เพื่อรักษาอำนาจของตัวเอง.......
.............แล้วในที่สุดดิฉันก็ถึงเดินทางมาถึงบางอ้อ..... อะไรที่มันเคยบังตา กลับสว่างขึ้น .... ถ้ามีโอกาสเจอพี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดิฉันจะส่งรอยยิ้มจากใจ และ ก็คงได้รอยยิ้มกลับมา .... ทำไมหรือค่ะ ก็เรามันหัวอกเดียวกันนี่ค่ะ.....คนชาย4


08-31-2010, 01:37 PM


เกินไปที่จะยกพวกตัวไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง 3 จชต. คุณค่าพวกคุณกับพวกเขาต่างกันครับ อิอิ


Sadayu


08-31-2010, 01:49 PM


ผมคิดว่า พวกเขาคงชินชากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรายวัน รายจังหวัด จนอาจมองว่า เป็นเรื่องปกติไปเสียแล้ว สังเกตได้จากการที่พวกเขายอมรับเหตุการณ์ร้ายๆที่เกิดขึ้นแบบก้มหน้ายอมรับชะตากรรม โดยไม่ขอความช่วยเหลือ หรือ กล่าวโทษต่อรัฐบาลที่มาจากพรรคที่เป็นความหวังของพวกเขาเลย ไม่มีแม้คำตำหนิ ไม่มีแม้แต่ทวงสัญญาที่เคยให้พวกเขาไว้ เก่งมากครับ ส.ส. ปชป.ของภาคใต้ พวกท่านคือ พระเจ้า ของพวกเขาจริงๆ


jordi


08-31-2010, 01:55 PM


จุดเริ่มมัน คล้ายกันครับ เรื่องความเป็นธรรม น่ะละ
โจรใต้มีมานานแล้วละ ไม่ได้พึ่งมี
แต่ ทักษินดันไปพูด ไม่ระวังปาก ก็เลยวุ่นอย่างที่เห็น


ซาเจิ้น


08-31-2010, 01:59 PM


(08-31-2010 01:37 PM)คนชาย4 เขียน: [ -> ]เกินไปที่จะยกพวกตัวไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง 3 จชต. คุณค่าพวกคุณกับพวกเขาต่างกันครับ อิอิ


.............ดิฉันขอยกให้ (ในความคิดเห็น) ของคุณคนชายเป็นกรณีพิเศษนะคะ .... เพราะดิฉันนึกเอ็นดูคุณคนชาย อ่านมาหลายกระทู้แล้ว แหมคุณคนชายนิสัย ช่างละม้ายคล้าย หลานชาย อายุ 4 ขวบ ดิฉัน เลยค่ะ น่ารักนะคะ แต่นิสัยไม่ฟังเหตุผลดื้อนี่แก้ไม่หาย เลยบางทีต้องหยุดด้วยอมยิ้ม เลยขอมอบให้คุณคนชาย ซะเลย แต่ห้ามอมมากนะคะ เดี๋ยวฟันผุคะ...


คนชาย4


08-31-2010, 02:05 PM


(08-31-2010 01:59 PM)ซาเจิ้น เขียน: [ -> ]


(08-31-2010 01:37 PM)คนชาย4 เขียน: [ -> ]เกินไปที่จะยกพวกตัวไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง 3 จชต. คุณค่าพวกคุณกับพวกเขาต่างกันครับ อิอิ


.............ดิฉันขอยกให้ (ในความคิดเห็น) ของคุณคนชายเป็นกรณีพิเศษนะคะ .... เพราะดิฉันนึกเอ็นดูคุณคนชาย อ่านมาหลายกระทู้แล้ว แหมคุณคนชายนิสัย ช่างละม้ายคล้าย หลานชาย อายุ 4 ขวบ ดิฉัน เลยค่ะ น่ารักนะคะ แต่นิสัยไม่ฟังเหตุผลดื้อนี่แก้ไม่หาย เลยบางทีต้องหยุดด้วยอมยิ้ม เลยขอมอบให้คุณคนชาย ซะเลย แต่ห้ามอมมากนะคะ เดี๋ยวฟันผุคะ...


เสื้อแดงที่บ้านก็บอกว่าผมน่ารักครับ แต่เธอหยุดผมด้วยฝ่ามือประจำ อิอิ


PatongoKu


08-31-2010, 02:26 PM


(08-31-2010 01:37 PM)คนชาย4 เขียน: [ -> ]เกินไปที่จะยกพวกตัวไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง 3 จชต. คุณค่าพวกคุณกับพวกเขาต่างกันครับ อิอิ



มันต่างกันยังไง เสื้อแดงไม่ใช่คนไทยหรือไง ไม่รู้คุณชาย4จะแกล้งโง่ไปถึงไหนนะ


ไทยเหนือ


08-31-2010, 02:39 PM


(08-31-2010 01:59 PM)ซาเจิ้น เขียน: [ -> ]


(08-31-2010 01:37 PM)คนชาย4 เขียน: [ -> ]เกินไปที่จะยกพวกตัวไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง 3 จชต. คุณค่าพวกคุณกับพวกเขาต่างกันครับ อิอิ


.............ดิฉันขอยกให้ (ในความคิดเห็น) ของคุณคนชายเป็นกรณีพิเศษนะคะ .... เพราะดิฉันนึกเอ็นดูคุณคนชาย อ่านมาหลายกระทู้แล้ว แหมคุณคนชายนิสัย ช่างละม้ายคล้าย หลานชาย อายุ 4 ขวบ ดิฉัน เลยค่ะ น่ารักนะคะ แต่นิสัยไม่ฟังเหตุผลดื้อนี่แก้ไม่หาย เลยบางทีต้องหยุดด้วยอมยิ้ม เลยขอมอบให้คุณคนชาย ซะเลย แต่ห้ามอมมากนะคะ เดี๋ยวฟันผุคะ...




ครับ ผมว่าคนชายโตแล้วครับ อมยิ้ม ผมว่าเล็กไปครับน่าเป็นอย่างอื่นครับ(ที่อมแล้วฟันไม่ผุน่ะครับ)


คนชาย4


08-31-2010, 03:02 PM


(08-31-2010 02:39 PM)ไทยเหนือ เขียน: [ -> ]


(08-31-2010 01:59 PM)ซาเจิ้น เขียน: [ -> ]


(08-31-2010 01:37 PM)คนชาย4 เขียน: [ -> ]เกินไปที่จะยกพวกตัวไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง 3 จชต. คุณค่าพวกคุณกับพวกเขาต่างกันครับ อิอิ


.............ดิฉันขอยกให้ (ในความคิดเห็น) ของคุณคนชายเป็นกรณีพิเศษนะคะ .... เพราะดิฉันนึกเอ็นดูคุณคนชาย อ่านมาหลายกระทู้แล้ว แหมคุณคนชายนิสัย ช่างละม้ายคล้าย หลานชาย อายุ 4 ขวบ ดิฉัน เลยค่ะ น่ารักนะคะ แต่นิสัยไม่ฟังเหตุผลดื้อนี่แก้ไม่หาย เลยบางทีต้องหยุดด้วยอมยิ้ม เลยขอมอบให้คุณคนชาย ซะเลย แต่ห้ามอมมากนะคะ เดี๋ยวฟันผุคะ...




ครับ ผมว่าคนชายโตแล้วครับ อมยิ้ม ผมว่าเล็กไปครับน่าเป็นอย่างอื่นครับ(ที่อมแล้วฟันไม่ผุน่ะครับ)



ตีนหรอครับ อิอิ


Sadayu


08-31-2010, 03:11 PM


ยังไงก็อย่าถึงขั้น manwood นะครับคุณไทยเหนือ เสียดายของน่ะ


อาเบเซเด


08-31-2010, 03:11 PM


กว่าผู้กุมอำนาจรัฐจะคิดได้ ก็อาจสายเกินไป
เขากระตุกจมูกด้วยความหวังดี
ดันมองว่าเขาริษยา
แล้วสักวันพวกคุณมึงจะรู้สึก
.
ควายจริงพวกแมลงสาบ!


ไทยเหนือ


08-31-2010, 04:00 PM


(08-31-2010 03:02 PM)คนชาย4 เขียน: [ -> ]


(08-31-2010 02:39 PM)ไทยเหนือ เขียน: [ -> ]


(08-31-2010 01:59 PM)ซาเจิ้น เขียน: [ -> ]


(08-31-2010 01:37 PM)คนชาย4 เขียน: [ -> ]เกินไปที่จะยกพวกตัวไปเปรียบเทียบกับพี่น้อง 3 จชต. คุณค่าพวกคุณกับพวกเขาต่างกันครับ อิอิ


.............ดิฉันขอยกให้ (ในความคิดเห็น) ของคุณคนชายเป็นกรณีพิเศษนะคะ .... เพราะดิฉันนึกเอ็นดูคุณคนชาย อ่านมาหลายกระทู้แล้ว แหมคุณคนชายนิสัย ช่างละม้ายคล้าย หลานชาย อายุ 4 ขวบ ดิฉัน เลยค่ะ น่ารักนะคะ แต่นิสัยไม่ฟังเหตุผลดื้อนี่แก้ไม่หาย เลยบางทีต้องหยุดด้วยอมยิ้ม เลยขอมอบให้คุณคนชาย ซะเลย แต่ห้ามอมมากนะคะ เดี๋ยวฟันผุคะ...




ครับ ผมว่าคนชายโตแล้วครับ อมยิ้ม ผมว่าเล็กไปครับน่าเป็นอย่างอื่นครับ(ที่อมแล้วฟันไม่ผุน่ะครับ)



ตีนหรอครับ อิอิ



แหม ท่านก็ว่าไป (คนเราควรคิดดี ทำดีใช่ไหมครับ)
คนชายจะคิดอย่างนั้นก็ตามใจครับ


naUya


09-01-2010, 02:34 AM


ก็อาจจะเหมือนกันนะครับ เพราะชาวมุสลิมใน 3 จวต. ส่วนใหญ่ จะรู้สึกว่าไมไ่ด้ความเป็นธรรมจากรัฐ ของประเทศไทย เพราะเราไม่ได้ใช้กฏหมายอิสลามอย่างจริงจัง และให้ความเป็นธรรม ตามกฏหมายอิสลาม ทั้งที่ใน 3 จวต. ใช้กฏหมายอิสลามเป็นกฏหมายพิเศษแต่คนที่มาจากกรุงเทพไม่เข้าใจปัญหา มันเลยบานปลาย จนบางครั้งเรา(คนในกรุงเทพ) คิดว่าการยิงกันเป็นการก่อความไม่สงบทั้งหมด ทั้งที่มันอาจเป็นปมขัดแย้งที่มาจากบุคคลก็ได้ แต่สื่อสร้างภาพว่าเป็นอย่างนั้นทั้งที่อาชญากรรมใน 3 จวต.อาจไม่ได้มาจากการก่อความไม่สงบทั้งหมด แต่ได้งบลงไปเท่าไร? จากการสร้างภาพ
เหมือนกันที่ผลักเสื้อแดง เป็นผู้ก่อการร้าย งบทหารได้เท่าไรเพื่อรักษาความสงบ(ปราบปรามให้สิ้น) ใครได้ประโยชน์ จากการสร้างภาพ คนนั้นแหล่ะผู้ร้าย


samkaeo


09-02-2010, 06:39 AM


ขบวนการแบ่งแยกดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาเป็นเวลานานแล้ว ในยุคแรกๆก็เป็นขบวนการที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่มากมายนักเพราะเขาพอใจที่จะเป็นคนไทย แต่จากการกวาดล้างอย่างรุนแรงแบบเหวี่ยงแหของรัฐบาลชุดที่ผ่านๆมา ทำให้ประชาชนในสามจังหวัดนั้นมีความเกลียดชังรัฐบาลไทยไม่อยากเป็นคนไทยอีกต่อไปและเข้าไปเป็นแนวร่วมของขบวนการมากขึ้นเรื่อยๆ.................หลังจากการปราบปรามคนเสื้อแดงที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างรุนแรงของรัฐบาลชุดนี้ทำให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดนนี้ได้รับความเห็นใจจากคนไทยมากขึ้นไม่ใช่แต่ประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้เท่านั้น แต่จากประชาชนทั่วประเทศที่เขาไม่เห็นด้วยกับการปราบปรามคนเสื้อแดงของรัฐบาลชุดนี้ เช่น กรณี จขกท เป็นต้น ซึ่งคนแบบ จขกท มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่คิดแบบเดียวกันกับ จขกท (ผมเป็นภาคใต้แต่ไม่ใช่จังหวัดชายแดนภาคใต้)


บ้านราชดำเนิน > สนทนา > ราชดำเนิน > ***ประชาชนในสามจังหวัดภาคใต้ ความเหมือน กับคนเสื้อ


แดงในวันนี้ ***


 


 


 


วิเคราะห์สถานการณ์ และพยากรณ์อนาคต
ตำรวจไทยต้องถอดเครื่องแบบ เปลี่ยนเครื่องแบบซะ

เหตุการณ์นองเลือดที่ลานพระบรมรูปฯ
ประชาชนมีแต่มือเปล่าๆ
ตำรวจ ทหารมีอาวุธในมือ ทั้งยิง..ทั้งใช้ระเบิดสงคราม
ผู้หญิง เด็ก คนแก่ไม่มีเว้น...
ไล่ฆ่า...ทำร้ายประชาชน
สองตาทุกคู่เป็นแสนๆ กับภาพที่ออกไปทั่วประเทศ...มองเห็นความอยุติธรรม
ตำรวจทำ เกินไป...หมดแล้วซึ่งความศรัทธา และเกียรติตำรวจของไทย
ประชาชนสู้ด้วยหัวใจอย่างเดียว จะเอาอะไรไปสู้เจ้าหน้าที่ที่มีอาวุธในมือ
ทำสงครามรบกับประชาชน...
ต่อไปนี้ ประชาชนเจอตำรวจที่ไหน ได้โอกาสก็จะขว้าง ก็ปา ลอบยิง....
เผาได้เผา... ความเกลียดชังจะฝังอยู่ในใจจนกระทั่งคนรุ่นใหม่ จนลูกหลาน...
ต่อไปก็พลีชีพ...เผากัน...ตายกันไม่รู้จบ

นี่ไงต้นเหตุหนึ่งแห่งการเกิดความไม่สงบในสามจังหวัดภาคใต้


กระทู้: บางเรื่องราว.. จาก3จังหวัดชายแดนใต้
เริ่มกระทู้โดย: madchanu ที่ 15 ก.ย. 10, 00:32




ผมขอเล่าถึงเรื่องราวบางอย่างในเขตแดนที่ยังเป็นปัญหาไม่จบสิ้น.. 3จังหวัดชายแดนใต้ ยะลา นราธิวาส ปัตตานี
ต้องบอกกันก่อนนะครับว่า เป็นเรื่องราวการพูดคุย สอบถาม จากคนคุ้นเคย คนรู้จักที่อยู่ในเขตแดนที่มีปัญหาเรื้อรังมานานแสนนาน และไม่สามารถที่จะหาผู้ใดมาเป็นพยานอ้างอิงได้ เนื่องจากผู้ที่ให้ข้อมูลได้เสียชีวิตไปแล้ว.. ผมเรียกเด็กคนนั้นว่า"หมาด"
หมาดเป็นเด็กอิสลามคนหนึ่งที่ดำเนินชีวิตตามหลักปฎิบัติของมุสลิมที่ดี เค้าเล่าเรียนตามแนวทางศาสนาของมุสลิม เริ่มจากการเรียนรู้ในแนวทางสามัญทั่วไป จนจบม.3หมาดก็หันไปเรียนต่อทางด้านศาสนา(ปอเน๊อะห์) ที่ปอเน๊าะห์นั่นเอง.. หมาดเริ่มรู้ว่าถ้าเค้าตั้งใจเรียนและมีผลการเรียนที่ดี จะมีทุนให้ไปศึกษาต่อเกี่ยวกับทางด้านศาสนาที่ต่างประเทศ
ชีวิตเด็กยากจนคนหนึ่งกับคำว่าได้ไปต่างประเทศฟรีๆ หมาดจะทำอะไรอย่างอื่นได้นอกจากการขยันและตั้งใจเรียน แล้วหมาดก็ได้ไปเรียนที่ต่างประเทศสมดังตั้งใจ
เวลาผ่านไป วันหนึ่ง.. หมาดก็จบการศึกษามาจากต่างประเทศ การเรียนรู้ตามหลักปฎิบัติของศาสนาอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ สร้างความภาคภูมิใจให้กับครอบครัวและผู้คนรอบตัวของหมาด
หมาดและผมเคยคุยกันอย่างเปิดอก การสอบถามถึงเรื่องราวที่อยากรู้ของผมจึงมีมากมาย.. เค้าสอนให้ฆ่าคนมั้ย? เค้าสอนให้แยกดินแดนมั้ย? เค้าสอนให้เกลียดลัทธิหรือศาสนาอื่นมั้ย? หมาดหัวเราะแล้วบอกว่าเรื่องที่ผมสงสัยทั้งหมดนั้นไม่มี มีแต่การเรียนการสอนเรื่องศาสนา ถ้าเรื่องจรยุทธ์เค้าไปเรียนกันที่อื่นหมาดภูมิใจมากที่ตัวเองได้เล่าเรียนมาสูง แต่ทว่า.. เมื่อรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เล่าเรียนมานั้น ไม่สามารถที่จะนำไปเทียบวุฒิหรือใช้สมัครงานได้เลย นอกจากจะไปเป็นครูสอนศาสนาที่แทบจะไม่มีรายได้อะไรมาประทังชีวิต
หมาดเล่าว่า.. ถ้าเป็นประเทศที่เขาไปเล่าเรียนมา ความรู้ของหมาดในระดับนี้สามารถที่จะเข้าสมัครงานและมีรายได้ค่อนข้างสูง พร้อมทั้งมีคนนับหน้าถือตา ประมาณว่าเป็นบุคคลตัวอย่างประมาณนั้นเลยเชียวผมรู้ว่าหมาดผิดหวังมาก และในเวลาต่อมาหมาดเล่าว่าหลังจากที่เขารู้ว่าสิ่งที่เขาไปร่ำเรียนมาทุกอย่างคือศูนย์ การพูดคุย ปรับทุกข์กับผู้คนทั่วไปจึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้มีบางคนบอกหมาดว่า ถ้าดินแดนที่เขาอยู่สามารถแบ่งแยกออกมาเป็นรัฐอิสลามได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่หมาดทุ่มเทไปศึกษามาก็จะกลายมาเป็นมีตัวตน สามารถเทียบวุฒิเพื่อสมัครเข้าทำงานได้ ไม่เว้นแม้กระทั่งงานราชการ
เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่ผมได้คุยกับหมาดเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เค้าจะหายสาบสูญไป ไม่ได้ข่าวคราวอะไรของหมาดอีกเลย.. ผมจึงสรุปเอาเองว่าหมาดได้ตายไปแล้ว
ผมไม่รู้จริงๆว่าหมาดอยู่ใหน? ทำอะไร? มีชีวิตหรือว่าตายไปแล้ว?
ผมไม่รู้ว่านี่คืออีกเศษเสี้ยวหนึ่งของปัญหา3จังหวัดภาคใต้หรือไม่?
ผมไม่รู้ว่าควรจะแก้ปัญหาด้วยวิธีใด?
ขอร้องครับ.. ถ้าท่านไม่เชื่อว่าเป็นเรื่องจริง ก็ขอให้คิดว่าฟังนิทานก็แล้วกัน อย่ากระแนะกระแหน ถากถาง ด่าทอกันเลย ก็แค่อยากเล่าอะไรบางอย่าง แก้คิดถึงเด็กคนนั้นก็เท่านั้นเอง..
                                ด้วยความเคารพทุกท่านครับ.


กระทู้: บางเรื่องราว.. จาก3จังหวัดชายแดนใต้
เริ่มกระทู้โดย: saplayman ที่ 15 ก.ย. 10, 08:31




ขอบคุณที่นำเรื่องจริงมาเล่าสู่กันฟัง ปัญหาของพี่น้องสามจังหวัด รวมทั้งพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลามทุกคน เป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกัน นั่นคือความไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้ปกครองประเทศ ผู้มีอำนาจ ถ้าสามารถให้ความเป็นธรรมกันได้ ปัญหาทุกปัญหาก็แก้ไขได้หมด


กระทู้: บางเรื่องราว.. จาก3จังหวัดชายแดนใต้
เริ่มกระทู้โดย: นะฮะ ที่ 15 ก.ย. 10, 08:58
ในขณะเดียวกันที่ชาวพุทธที่เล่าเรียนมาในทางธรรม มหาเปรียญ 8สามารถที่จะเข้ารับราชการได้โดยมีการเทียบวุฒิปริญญาเช่น นายทหารที่เป็นอนุศาสนาจารย์ในกองทัพต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นมหาเปรียญ 8 แทบทั้งสิ้น...
 นี่คือ อะไร...????    q*005 q*005 q*013 q*014 q*011 q*009 q*020 q*020 q*031 q*029 q*028


กระทู้: บางเรื่องราว.. จาก3จังหวัดชายแดนใต้
เริ่มกระทู้โดย: temto ที่ 15 ก.ย. 10, 18:19


ศาสนา สอนให้ลดละ ไม่ได้สอนให้ สะสม สร้าง 
ถ้าร่ำเรียนศาสนามาเพื่อไต่เต้าเอาตำแหน่ง  นั่นย่อมมิใช่ ใจความของศาสนา
ผมว่า หมาด  เขาคงคิดผิดอยู่เรื่องเดียว คือ คำว่า พึ่งตนเอง
การแบ่งแยกดินแดน  ถามว่าแบ่งไปแล้วจะได้อะไร  ยังมีอีกหลายอย่างที่จะตามมาอีกในอนาคต
เรื่องการศึกษาจะโทษรัฐแก้ไม่ได้ เพราะ โรงเรียนโดนเผาทุกวัน  ซึ่งแน่นอน  นั่นย่อมเป็น ยุทธวิธีในการบีบทางอ้อมของผู้ก่อการร้ายทางที่ดีที่สุด  จัดตั้งโรงเรียน ตชด   เอาทหารไปเ็ป็นครู  ดึงมวลชนลงใต้  เสริมสร้างอาชีพก็พอ แม้จะเหมือนนโยบายขายฝัน  แต่มันคือความจริง
แต่สิ่งที่ เป็นปัญหาหลักๆๆคือ  รัฐไม่ยอมลงมือกระทำ


   มองสงครามแย่งมวลชน 3 จังหวัดชายแดนใต้แบบเศรษฐศาสตร์



การแก้ไขสถานการณ์ภาคใต้ของรัฐบาล ดูเหมือนจะไม่สามารถยุติความรุนแรงลงได้ในเวลาอันใกล้ ฝ่ายคนร้ายที่ก่อเหตุในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้พยายามสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างหนักหน่วง รุนแรง ต่อเนื่อง และมีแนวโน้มว่าสถานการณ์จะลุกลามไปยังจังหวัดใกล้เคียง เพื่อผลักดันให้ประชาชนที่ทนไม่ได้กับสถานการณ์ที่รุนแรงจำเป็นต้องออกจากพื้นที่ หรือทำให้ประชาชนที่ต้องการอยู่ในพื้นที่ต่อไปกลายเป็นพวกเดียวกับฝ่ายคนร้ายไม่ว่าจะโดยสมัครใจ หรือโดยความกลัวก็ตาม
ในขณะที่ฝ่ายรัฐที่ยึดแนวสมานฉันท์ กลายเป็นฝ่ายตั้งรับ และคอยแก้สถานการณ์ตามเกมส์ของคนร้ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่สามารถปกป้องประชาชนในพื้นที่ได้อย่างที่ตั้งใจ


หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป คือ จะทำให้ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้กลายเป็นฝ่ายเดียวกับคนร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ จะยิ่งทำให้ฝ่ายรัฐทำงานได้ยากลำบากขึ้น เพราะอำนาจรัฐจะถูกขนาบและลดทอนไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่


คำถามจึงเกิดขึ้นว่า เหตุใดสถานการณ์จึงเป็นเช่นนี้ และรัฐจะแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร


การวิเคราะห์สถานการณ์ในภาคใต้ในเวลานี้จะใช้ทฤษฎีเกม (game theory) โดยกำหนดให้มีผู้เล่น 2 ฝ่ายคือ รัฐบาลและโจรก่อการร้าย ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกัน คือการแย่งชิงฐานมวลชนให้มาอยู่ฝ่ายตน และแต่ละฝ่ายมีทางเลือกกลยุทธ์ในการต่อสู้กัน 2 ทางเลือก คือ การสมานฉันท์ และการใช้ความรุนแรง การเลือกใช้กลยุทธ์แบบใดขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายหนึ่งใช้กลยุทธ์อะไร และมวลชนมีพฤติกรรมตอบสนองต่อกลยุทธ์ต่าง ๆ อย่างไร


ทั้งนี้เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการตอบสนองของประชาชน โดยใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์ สาขาเศรษฐประสาทวิทยา (Neuroeconomics) ที่เน้นการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจที่มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจเลือกของบุคคล โดยเฉพาะการศึกษากระบวนการรับรู้ (cognition) ที่เกิดขึ้นเมื่อคนเข้าใจทางเลือกและเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่ง ซึ่งพบแนวโน้มที่ยืนยันว่า อารมณ์ความรู้สึกเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกทางเศรษฐศาสตร์ และพบว่า ldquo;การสูญเสียมีผลกระทบต่อการตัดสินใจ มากกว่า ผลตอบแทนเชิงบวกrdquo;


เมื่อนำเศรษฐศาสตร์สาขาประสาทวิทยามาวิเคราะห์การตัดสินใจของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าจะเลือกอยู่ฝ่ายรัฐหรือฝ่ายคนร้าย ประชาชนแต่ละคนจะเลือกโดยการเปรียบเทียบผลประโยชน์ (benefit) ที่คาดว่าจะได้รับ เปรียบเทียบกับต้นทุน (cost) ที่คาดว่าจะต้องจ่าย


หากรัฐบาลใช้กลยุทธ์สมานฉันท์และผู้ก่อความไม่สงบใช้ความรุนแรง ประชาชนมีแนวโน้มจะไม่เลือกอยู่ฝ่ายรัฐ


แม้ที่ผ่านมารัฐบาลจะพยายามสร้างผลประโยชน์ (benefit) ทดแทนให้กับประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อาทิ การคุ้มครองจากรัฐ การให้สวัสดิการ การให้เงินช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ฯลฯ แต่การเพิ่มผลประโยชน์ใด ๆ ยากที่จะทดแทน หรือเทียบกับต้นทุน (cost) ที่เขาจะต้องจ่ายซึ่งสูงมาก คือ การบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เพราะคนร้ายอาจจะจัดการเขาเมื่อทราบว่าเป็นฝ่ายรัฐ แม้ความน่าจะเป็นที่จะถูกทำร้ายหรือฆ่าอาจจะต่ำ แต่ผลกระทบที่อาจจะเกิดมีความรุนแรงมาก


ในทางตรงกันข้าม หากประชาชนเลือกอยู่ฝ่ายคนร้าย แม้เขาจะไม่ได้รับประโยชน์ใด ๆ จากคนร้าย ในขณะเดียวกันต้นทุนที่เขาจะต้องเสียต่ำ หรือแทบจะไม่มี เพราะการที่เขาเลือกอยู่ข้างเดียวกับคนร้าย หรือร่วมก่อเหตุกับคนร้าย อำนาจรัฐเองยังไม่แสดงว่าสามารถเข้าไปจัดการ หรือสร้างให้เกิดต้นทุนที่เขาต้องสูญเสียได้มากพอ


จึงไม่น่าแปลกใจที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบจะเลือกใช้กลยทุธ์การสร้างความรุนแรง การสร้างความกลัว เพื่อเพิ่มต้นทุนให้กับคนที่เลือกอยู่ฝ่ายรัฐ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐไม่สามารถเพิ่มต้นทุนในการอยู่ฝ่ายคนร้าย โดยใช้กลยุทธ์ความรุนแรง แม้อาจจะเป็นวิธีแย่งชิงมวลชนได้ตามทฤษฎีเกม แต่รัฐบาลไม่ได้มีเป้าหมายสร้างความกลัวให้กับประชาชน แต่เพื่อสร้างสวัสดิภาพให้กับประชาชน


ฉะนั้นสิ่งที่รัฐควรดำเนินการ คือ ลดต้นทุน (cost) ของการอยู่ฝ่ายรัฐ และเพิ่มต้นทุน (cost) ให้กับคนที่เลือกอยู่ฝั่งโจรให้มากขึ้น อาทิ การเพิ่มการรักษาความปลอดภัย การลดโอกาสและศักยภาพในการก่อการร้าย การจัดการกับคนร้ายที่จับได้ด้วยมาตรการที่เด็ดขาดตามกระบวนการยุติธรรม ผ่านการมีข่าวระบบข่าวกรองที่ถูกตรงและเชื่อถือได้ และการใช้เทคโนโลยีในการสอบสวนและหาหลักฐานเอาผิด


การมีระบบข่าวกรองที่มีคุณภาพเป็นเงื่อนไขที่สำคัญมากในการจัดการกับคนร้าย เพราะสังคมจะไม่ตั้งคำถามว่าเป็นการจับผิดคนหรือจับแพะหรือไม่ ทั้งนี้ต้องยอมรับกันว่า ที่ผ่านมารัฐไม่สามารถจับผู้ร้ายที่ก่อเหตุได้ หรือหากจับผู้ต้องสงสัยได้ แต่จะไม่สามารถดำเนินคดีได้ด้วยความน่าเชื่อถือ เพราะฝ่ายรัฐขาดข้อมูลและหลักฐานในการยืนยันที่ชัดเจนว่า ผู้ที่จับได้คือผู้กระทำผิดจริงหรือไม่


รวมถึงการดำเนินการกับผู้กระทำผิด ควรมีความรวดเร็ว ไม่ควรใช้กระบวนการยุติธรรมร่วมกับคดีปกติ แต่ควรมีกระบวนการยุติธรรมแบบพิเศษสำหรับภาคใต้ ที่มีความรวดเร็ว เป็นธรรม และโปร่งใสในการดำเนินการ















คำนำ



          จังหวัดชายแดนภาคใต้สามจังหวัด ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส มีประชากรทั้งสิ้น 1,767,590 คน ร้อยละ 80 นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ 19.9 และอื่นๆ ร้อยละ 0.1 ด้านการศึกษา ได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีสถานศึกษา จำนวน 1,202 แห่ง นักเรียน นักศึกษากว่า 500,000 คน หรือร้อยละ 66 ของประชากรวัยเรียน จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาพบว่า แม้จะประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการ และความมั่นคงของท้องถิ่นได้เท่าที่ควร ยังคงเกิดปัญหาในทุกภาคส่วน ทั้งการศึกษาสามัญ วิชาชีพและศาสนา เด็กและเยาวชนบางส่วนยังคงขาดโอกาสในการได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ ประชาชนยังคงขาดความรู้ในการพัฒนาอาชีพ มีปัญหาในการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร กระบวนการเรียนรู้ ยังขาดการบูรณาการระหว่างการศึกษา อาชีพกับการศาสนาที่เป็นวิถีชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น ยังมีการสอนศาสนาในทางที่ผิดและใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มทำลา ยความมั่นคงของประเทศ เหล่านี้เป็นต้น และที่สำคัญเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบอย่างต่อเนื่อง ครู บุคลากร และนักเรียนเกิดความหวาดกลัวและขาดขวัญกำลังใจอย่างยิ่ง ดังนั้น เพื่อเป็นการแก้ปัญหาทางการศึกษาและบำรุงขวัญครู ผู้เรียนและประชาชน จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขต่อไป โดยมีหลักการ/วิสัยทัศน์ เป้าหมาย ตัวชี้วัด ยุทธศาสตร์และงบประมาณ ดังนี้


หลักการ


          การจัดการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องยึดหลักการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการ วิถีชีวิต เอกลักษณ์ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความต้องการของท้องถิ่น และประชาชนที่มีลักษณะเฉพาะ บนพื้นฐานของหลักศาสนาที่เชื่อมโยงกับวิชาสามัญ และวิชาชีพ ที่ยึดผู้เรียนและประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยให้มีการบริหารจัดการในลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น


วิสัยทัศน์


          ภายในปี 2551 ประชาชนทุกคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เรียนรู้ทั้งวิชาสามัญ วิชาชีพและศาสนา มีเศรษฐกิจดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มีสมานฉันท์ สังคมสันติสุข


เป้าหมาย


          ประชาชนทุกคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (1) ได้รับบริการการศึกษาอย่างทั่วถึงตลอดชีวิต ได้เรียนวิชาภาษาไทย ประวัติศาสตร์ และวิชาสามัญอย่างครบถ้วน ปีการศึกษาเฉลี่ย 9.5 ปี ได้เรียนรู้วิชาชีพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และเรียนรู้ศาสนาที่ถูกต้อง (2) มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีงานทำ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นศาสนิกชนที่ดี มีสมานฉันท์ ก่อให้เกิดสังคมสันติสุข


ตัวชี้วัด


          เชิงปริมาณ (1) เด็กและเยาวชนในวัยเรียนได้รับการศึกษาภาคบังคับทุกคน (2) ประชาชนในวัยแรงงาน ร้อยละ 50 ได้รับการศึกษาระดับมัธยมศึกษา และ (3) ประชาชนวัยสูงอายุทุกคนได้รับการศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งด้านสามัญ วิชาชีพและศาสนา


          เชิงคุณภาพ (1) เด็กและเยาวชนทุกคนมีความรู้ครบถ้วน ทั้งวิชาภาษาไทย ประวัติศาสตร์ และวิชาสามัญ มีความรู้และความเข้าใจทางศาสนาที่ถูกต้อง และมีทักษะทางอาชีพ (2) ประชาชนในวัยแรงงาน สามารถสื่อสารด้วยภาษาไทยในชีวิตประจำวัน เป็นศาสนิกชนที่ดี มีทักษะทางอาชีพ มีงานทำและมีสมานฉันท์ และ (3) ประชาชนวัยสูงอายุทุกคน สามารถเลือกเรียนได้ตามอัธยาศัยและความต้องการทั้งด้านวิชาสามัญ วิชาชีพและศาสนา


ยุทธศาสตร์


          (1) ใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งให้คนทุกคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพทั้งด้านวิชาสามัญ วิชาชีพ และศาสนา มีความรู้ความสามารถ และสามารถใช้ภาษาไทยในการสื่อสารกันได้อย่างถูกต้องชัดเจน มีความรู้ภาษามลายูกลางและภาษาจีนกลาง เพื่อการสื่อสาร ติดต่อและเจรจาธุรกิจ มีความสามารถในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมบนพื้นฐานของศาสนาที่ถูกต้อง โดยสำรวจข้อมูลและความต้องการทางการศึกษาของประชาชนเป็นรายบุคคล และจัดทำแผนงาน โครงการรองรับในทุกระดับและประเภทของการศึกษา


          (2) ใช้ตำบลเป็นพื้นที่เป้าหมาย มุ่งให้เกิดการบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันในตำบล ทั้งหน่วยงานและบุคลากรของรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทุกภาคส่วน โดยสำรวจทรัพยากรทางการศึกษา จัดทำแผนการศึกษาที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและกีฬาระดับตำบล และจัดให้มีคณะพัฒนาการศึกษาประสานงาน
การศึกษาระดับตำบลที่เชื่อมโยงทุกมิติ โดยมีสถาบันอุดมศึกษา วิทยาลัยชุมชน และสถาบันอาชีวศึกษาเป็นพี่เลี้ยงทางวิชาการ


          (3) ใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย มุ่งพัฒนาการเรียนรู้ภาษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยปรับหลักสูตรและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้หลากหลายและทันสมัย และตรงกับความต้องการของท้องถิ่น จัดหลักสูตรการเรียนรู้ภาษามลายูท้องถิ่นสำหรับข้าราชการ จัดการเรียนรู้ภาษามลายูกลางและภาษาจีนกลางเพื่อการสื่อสาร ติดต่อและเจรจาธุรกิจ ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้วิทยาการก้าวหน้าของโลกมุสลิมเพื่อพัฒนาตนเอง ส่งเสริมการสอนอาชีพในสถาบันศึกษาปอเนาะ จัดให้มีการเรียนร่วมกันของนักเรียนที่นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆ ส่งเสริมสถาบันและหน่วยงานการศึกษาให้มีศักยภาพในการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ทั้งการศึกษาสามัญ อาชีพ และศาสนา ทั้งของรัฐและเอกชน ทั้งด้านหลักสูตร สื่อ ครู การเรียนการสอนและการติดตามประเมินผล ออกแบบการเรียนรู้และหลักสูตรใหม่ที่เชื่อมโยงและถ่ายโอนกันได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย รวมทั้งการทำงาน การจัดทำชุดการเรียนสำเร็จรูป รวมทั้งให้มีการเทียบโอนกันได้ระหว่างการศึกษารูปแบบเดียวกันและต่างรูปแบบ ทั้งในตาดีกา สถาบันศึกษาปอเนาะ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์และธรรมศึกษาเข้ากับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน การเทียบโอนประสบการณ์การฝึกอบรมและอาชีพกับหลักสูตรวิชาชีพและอาชีวศึกษา การเทียบโอนผู้ไม่จบปริญญากับหลักสูตรวิชาในสถาบันอุดมศึกษา รวมทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการอิสลามศึกษาและศาสนา เพื่อเป็นที่ปรึกษาและรับรองมาตรฐานด้านอิสลามศึกษา เพิ่มศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น โดยจัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และขยายบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนมากขึ้น รวมทั้งการขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัย อัล-ฮัสฮัร


          (4) การใช้ทรัพยากรร่วมกันขององค์กร โดยให้ใช้ทรัพยากรทางการศึกษาที่มีอยู่หลากหลายทั้งด้านบุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุ ครุภัณฑ์และงบประมาณร่วมกันทั้งของรัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันศาสนา สถาบันอื่นๆ ที่จัดการศึกษา รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายทรัพยากรทางการศึกษาในทุกมิติ


          (5) การสร้างสมานฉันท์เพื่อสันติสุข มุ่งให้ประชาชนทุกคนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุขและยั่งยืน โดยสร้างความตระหนักและความเข้าใจในคุณค่าของความหลากหลายของเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจที่ดีต่อกัน ส่งเสริมให้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งระดับสถาบัน ครอบครัว และบุคคล ตลอดจนยกย่องและสร้างแรงจูงใจแก่ตำบลที่มีบุคลากรเป็นแบบอย่างการเรียนรู้สู่ความสมานฉันท์ จัดตั้งโรงเรียนวิทยาศาสตร์ โดยรับเด็กจากทุกตำบล และจัดตั้งโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ให้ครบทุกจังหวัด จัดให้มีรายการสถานีโทรทัศน์เพื่อท้องถิ่น เพื่อสื่อสารการประชาสัมพันธ์เป็นภาษาไทย มลายูและจีนกลาง รวมทั้งจัดคาราวานสร้างเสริมสันติสุข ให้ความรู้และปลูกฝัง/สร้างเจตคติที่ถูกต้องในสถานศึกษา


          (6) การวิจัยและพัฒนาเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยให้สถาบันอุดมศึกษาและวิทยาลัยชุมชนเป็นเจ้าภาพวิจัยและพัฒนา เพื่อยกระดับความรู้และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการปัญหาของตนเอง รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการสร้างและพัฒนาเครือข่ายการวิจัยร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศอย่างยั่งยืน


          (7) การปรับระบบบริหาร มุ่งสร้างกลไกการบริหารการศึกษาในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพทางสังคม วัฒนธรรม โดยปรับสำนักผู้ตรวจราชการประจำเขตตรวจราชการที่ 12 เป็นศูนย์ประสานงานและบริหารการศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้
ปรับองค์กรสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งให้เอื้อต่อการจัดการศึกษาในพื้นที่ที่ม ีลักษณะพิเศษ สร้างเครือข่ายการทำงานในการบริหารจัดการการศึกษาให้เกิดการเชื่อมโย งช่วยเหลือเกื้อกูลและสัมพันธ์กัน


          (8) การสร้างขวัญและกำลังใจ มุ่งเสริมสร้างขวัญและกำลังใจครู บุคลากร ทางการศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน และผู้เรียนทุกคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประสบเหตุการณ์ก่อความไม่สงบ ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิตทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสงบสุขโดยจัดให้มีศูนย์บำรุงขวัญเพื่อเยี่ยมเยียนให้ความช่วยเหลือ และแก้ปัญหาอย่างทันเหตุการณ์ จัดให้มีสวัสดิการเป็นพิเศษ เร่งรัดระบบสื่อสาร จัดให้มีศูนย์ป้องกันและรักษาสวัสดิการและทรัพย์สิน จัดฝึกอบรมการป้องกันตนเอง การซ่อมแซมปรับปรุงบ้านพักครูและบุคลากร รวมทั้งจัดระบบเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจอย่างต่อเนื่อง


          โดยใช้งบประมาณรวมปี 2548-2551 จำนวน 1,714.56 ล้านบาท


มาตรการ


          (1) จัดตั้งกลไกและโครงสร้างพิเศษด้านการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยจัดให้สำนักผู้ตรวจราชการเป็นศูนย์การประสานงาน ในลักษณะที่เป็นกระทรวงศึกษาธิการส่วนหน้า ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการพัฒนาและเสนอแนะนโยบาย กำหนดยุทธศาสตร์ ประสาน บูรณาการแผนงาน/โครงการ งบประมาณ เร่งรัดติดตาม ประเมินผล และรายงานการดำเนินการพัฒนาการศึกษาในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สั่งการ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยคำนึงถึงความเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด เขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง


          (2) ให้มีการกำหนดกฎระเบียบเพิ่มเติม ทบทวนและปรับแก้กฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งระบบ เร่งรัดการออกร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน พ.ร.บ.ยกฐานะวิทยาเขตปัตตานี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นเอกเทศ


          (3) พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนอิสลามศึกษา ทั้งระบบให้สามารถเทียบโอนได้ ระหว่างสถานศึกษาทุกประเภท ทั้งโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนเอกชน สถาบันศึกษาปอเนาะ และตาดีกา รวมทั้งให้บูรณาการกับวิชาสามัญและอาชีพ เพื่อลดเวลาเรียน


          (4) พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนของรัฐทุกโรง และพัฒนาโรงเรียนต้นแบบที่บูรณาการวิชาสามัญ ศาสนา และอาชีพ ในระยะแรก 6 โรงเรียน เพื่อสร้างรูปแบบการเรียนร่วมกันของนักเรียนทุกเชื้อชาติ และทุกศาสนา และขยายให้ได้อย่างน้อยอำเภอละ 2 โรง เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2551


          (5) พัฒนาตาดีกาและสถาบันศึกษาปอเนาะทั้งด้านกายภาพ การพัฒนาบุคลากร หลักสูตรและประมวลการจัดการเรียนรู้ให้มีมาตรฐาน คุณภาพ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น สามารถศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น เช่น อาชีวศึกษา วิทยาลัยชุมชน และมหาวิทยาลัยได้มากขึ้น


          (6) พัฒนาสถานศึกษาในรูปแบบโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 3 โรงเรียน และโรงเรียนวิทยาศาสตร์ 1 โรงเรียน โดยปรับจากสถานศึกษาที่มีอยู่แล้ว (7) วางระบบเทียบคุณวุฒิทางการศึกษา สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศ ให้บุคลากรสามารถใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อในประเทศ และเป็นคุณวุฒิเพื่อเข้าทำงานได้


          (8) ส่งเสริมการจัดการศึกษาของวิทยาลัยชุมชน เน้นการจัดการศึกษา หลักสูตร 2 ปี (ระดับอนุปริญญา) เพื่อเชื่อมต่อกับระดับอุดมศึกษาในพื้นที่ และจัดตามความต้องการของชุมชน โดยการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงกับการศึกษาต่อและการมีงานทำของเยาวชน


          (9) ขยายการศึกษานอกโรงเรียนที่ตอบสนองเยาวชนนอกระบบการศึกษา ให้มีการจัดการศึกษาอาชีพ และการศึกษานอกโรงเรียนแก่เด็กยากจน ด้อยโอกาส ให้มีความรู้วิชาสามัญและวิชาชีพให้ทั่วถึง รวมทั้งนักเรียนในสถาบันศึกษาปอเนาะ


          (10) พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งในสถานศึกษาของรัฐและเอกชน โดยปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาไทย ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และภาษาต่างประเทศที่สำคัญๆ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีนกลาง ภาษามลายูกลาง รวมทั้งการรักษาและพัฒนาระบบการเรียนร่วมกันของเด็กและเยาวชนในพื้นที่ในระดับการศึกษาภาคบังคับ


          (11) จัดระบบ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ติดตามโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทุกประเภท โดยเฉพาะในเรื่องครูผู้สอน นักเรียน และการดำเนินงานของมูลนิธิ กรณีที่เป็นโรงเรียนของมูลนิธิ


          (12) ส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัย โดยจัดให้มีรายการสถานีโทรทัศน์ในท้องถิ่นเพื่อสื่อสารประชาสัมพันธ์เป็นภาษาไทย มลายูและจีนกลาง


          (13) จัดคาราวานสร้างเสริมสันติสุขให้ความรู้และปลูกฝังความรักชาติและเจตคติที่ถูกต้องในสถานศึกษา


          (14) ขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศด้านอิสลามศึกษากั บมหาวิทยาลัยอัล-ฮัสฮัร เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้มีความเข้มแข็ง ถูกต้องตามหลักศาสนา สามารถเป็นศูนย์กลางของอิสลามศึกษาในภูมิภาค


          (15) จัดทุนการศึกษาให้แก่เด็กกำพร้าทุกคน เด็กด้อยโอกาส เด็กยากจน ได้มีโอกาสศึกษาต่อได้ตามศักยภาพและความต้องการจนถึงระดับอุดมศึกษา


ผลดีที่คาดว่าจะเกิดขึ้น


          ประชาชนทุกคนจะได้เรียนรู้แบบบูรณาการอย่างมีความสุข มีความรู้ทั้งภาษาไทย ประวัติศาสตร์ วิชาสามัญ วิชาชีพและศาสนา มีเศรษฐกิจดี มีงานทำ และมีรายได้เพิ่มขึ้น ปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนจะหมดไป ขวัญกำลังใจของครู บุคลากรและผู้เรียนจะมีมากขึ้น เกิดการผนึกกำลังกันอย่างสมานฉันท์ ส่งผลให้เกิดสันติสุขในดินแดนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน





เพื่อให้สงครามแย่งชิงมวลชนระหว่างรัฐกับผู้ร้าย เป็นสงครามที่สมศักดิ์ศรียิ่งขึ้น